ค้นหาหนัง

บุษบา The Spirit of Ramayana (2019)

บุษบา The Spirit of Ramayana (2019) เต็มเรื่อง
หมวดหมู่ :
  • เรื่องย่อ : บุษบา The Spirit of Ramayana (2019)

    ชื่อภาพยนตร์ : The Spirit of Ramayana  บุษบา  (2019)
    แนว/ประเภท : สยองขวัญ 
    ผู้กำกับภาพยนตร์ : Chaiwat Sitlasai
    บทภาพยนตร์ : Chaiwat Sitlasai
    นักแสดง : Anusorn Maneeted,   Autthaporn Green Siriwattanakul
    วันที่ออกฉาย : 22 กรกฎาคม 2562



     

    เรื่องราวของ "มินตรา" หรือ "มินท์" นักเต้นแนว Contemporary Dance ที่กําลังเดินทางตามความฝันของเธอคือการเป็นนักเต้นที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เธอได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมออดิชั่นในกการแสดงเรื่องรามเกียรติ์ที่ผสมผสานระหว่างรำไทยกับโมเดิร์นแดนซ์เข้าด้วยกัน โดยที่เธอต้องเข้ารับการทดสอบใน บท "นางสีดา" การแสดงครั้งนี้จัดขึ้นโดยบริษัท Organizer ที่ใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ ซึ่งเจ้าของคือ "ทศ" ทศชอบมินท์ตั้งแต่แรกที่ได้เจอแต่ติดตรงที่ ตัวเขาเองมีภรรยาอยู่แล้ว คนที่มินท์ประทับใจกลับกลายเป็น "เมษ" ผู้กํากับการแสดงงานครั้งนี้ แต่เมื่อเธอต้องให้ทัศนคติเกี่ยวกับนางสีดา เมษได้ตัดสินใจเลือก "จีน่า" มินท์เก็บซ่อนความผิดหวังเอาไว้ แต่ก็ยังยอมร่วมการแสดงครั้งนี้ต่อไป ด้วยการเป็นนักเต้นสำรอง วันเดียวกันนั้นเองที่กลุ่มนักเต้นเริ่มพูดถึงข่าวลือที่ ว่า 2 - 3 ปีก่อนในสตูดิโอแห่งนี้เคยมีนางรําที่กําลังจะรับบทนางสีดาหายตัวไป บรรยากาศเริ่มดูเหมือนมีอะไรซ่อนอยู่ ในขณะเดียวกันก็มีผีนางรำคนหนึ่ง มาคอยปรากฎตัวข้างๆ ตัวมินท์และพยายามช่วยให้เธอได้บทนางสีดาอย่างที่เธอต้องการ มินท์พยายามหาคำตอบว่าที่ผีนางรำมาช่วยตนเพื่อต้องการอะไรกันแน่

     

IMDB : tt10885034

คะแนน : 5

รับชม : 3520 ครั้ง

เล่น : 1284 ครั้ง





  • เรื่องลึกลับในคณะละคร คือพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ แต่วิธีการเล่าเรื่องราวใน “บุษบา” นั้นแค่คนดูเห็นหน้านักแสดงแต่ละคนในเรื่อง ก็เดาได้แล้วว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้น นางเอกก็แสดงเป็นนางเอกผู้แสนดีตลอดเวลา พระเอกก็ขี้เก๊กห่วงหล่อ บรรดานางร้ายก็ต้องจิกตา แต่งตัวโป้ๆจริตเกินเบอร์ ส่วนคุณนายก็ต้องเล่นแบบใหญ่ๆรัชดาลัยต้องกราบ ซึ่งวิธีการแสดงของนักแสดงในหนังเรื่องนี้เหมือนกับเล่นละครหลังข่าวมากกว่า จะเป็นการแสดงในภาพยนตร์ (ละครหลังข่าวเน้นการแสดงโอเวอร์ เพราะคนดูไม่จำเป็นต้องจดจ่อกับโทรทัศน์ตลอดเวลา ขณะที่ภาพยนตร์คนดูต้องคอนสังเกตการณ์แสดงที่เกิดขึ้นบนจอตลอด ทำให้สามารถลดทอนความใหญ่ และไม่ต้องอาศัยบทพูดเพื่อสื่อความตลอดเวลา)




     

    ยังไม่รวมไปถึงความเชยตกยุคของบทภาพยนตร์ ที่เหมือนทีมงานไปค้นคว้าหนังสยองขวัญสืบสวนสอบสวนราว 20 ปีที่แล้วมาอ้างอิงเป็นพล็อตเรื่อง อาทิ ตัวละครในเรื่องต้องเดินเข้าไปในเขตพื้นที่แปะป้ายห้ามเข้า ฉากตัวละครโดนผีหลอกแต่ที่จริงคือความฝัน โรงละครที่น้ำรั่วกันอยู่ตลอดเวลาจนไม่รู้ว่าท่อแตก หาช่างซ่อมไม่ได้ หรือผีเฮี้ยนจนทำให้การประปานครหลวงไม่อาจจะมาซ่อมโรงละครที่จะเปิดทำการแสดงในไม่กี่วัน

    ความไม่สมเหตุสมผลของโลเคชั่น ปัญหานี้น่าจะการเลือกโลเคชั่นที่มีไม่มีความคล้ายคลึงกันของสถานที่ ทำให้คนดูไม่รู้สึกร่วมไปว่าบรรดาห้องหับต่างๆในหนังเรื่องนี้คือสถานที่เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นห้องซ้อมเต้น (เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา) โรงละครที่เหมือนถ่ายในย่านใจกลางเมือง โซนออฟฟิศของตัวคณะละครที่งานสถาปัตยกรรมดูไม่กลมกลืนไปส่วนที่เหลือ ชั้นบนของตึกที่เก่าทรุดโทรม เหมือนไปถ่ายที่ห้องเรียนของมหาวิทยาลัยรัฐฯ ย่านสุขุมวิท เป็นต้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจจะเป็นเพราะคนดู ไม่ได้มีโอกาสมองเห็น “รูปทรงภาพนอก” ของโรงละครแห่งนี้ก็เป็นได้ ทำให้เราไม่มีโอกาสเข้าใจลักษณะโดยรวมของสถานที่แห่งนี้ และทำให้สถานที่ในหนัง (ในความรู้สึกคนดู) กระจัดกระจาย ไม่เป็นพื้นที่อันหนึ่งอันเดียวกัน





    น่าเสียดายท่ามกลางความล้าสมัยของหนัง กลับมีประเด็นที่น่านำมาขับเน้นให้แซ่บกว่านี้ก็คือเรื่องของ “การชิงดีชิงเด่นของผู้หญิง” ที่ไม่ว่าจะต้องรบราฆ่าฟันกันให้ตายไปข้าง แต่สิ่งที่พวกเธอต้องการคือการใช้เสน่ห์ เรือนร่าง ความสะสวย เพื่อการคุมอำนาจเหนือผู้ชายและเป็นหลักประกันให้ชีวิตของตัวเองว่าจะได้สุขสบายต่อไปในภายภาคหน้า

    ตัวละครที่น่าสนใจที่เราอดพูดถึงไม่ได้เลยคือ เมย์ (ครีม-ธิชาชา บุญเรืองขาว) ภรรยาของทศ (เจฟฟรีย์ เบญจกุล) เจ้าของบริษัทอีเวนท์ ผู้จัดคนสำคัญของคณะละครเวที ซึ่งตัวละครเมย์นั้น ปรากฏตัวออกมาตอนงานแถลงข่าวและได้พูดประโยคเด็ดที่น่าจะเป็นวรรคทองของเรื่องที่ว่า “การได้มาในสิ่งที่ผู้หญิงอย่างเราต้องการนั้น เราต้องปกป้องรักษาเอาไว้ เพราะมันคือของๆเรา”






     

    ทันทีที่ตัวละครเมย์ลั่นวาจาเอาไว้เช่นนั้น เราจึงมองตัวละครนี้ไว้ว่าน่าจะเป็น “ตัวพลิกเกม” คนสำคัญของเรื่อง และเมื่อหนังใกล้จบมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อตัวละครที่ชักใยอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมด คือการรักษาสถานะของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องพึ่งพาผู้ชายอย่างทศ ที่เหมือนเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของเธอ ดังนั้นการที่ตัวละครนี้พยายามปกปิดความตายของ “สีดา” ภายใต้การสมรู้ร่วมคิดของคนในคณะละครนั้น คือการทำให้ “ธุรกิจ” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเธอดำเนินได้ต่อไปอย่างไม่มีสะดุด เพราะบางทีความล่มสลายของกิจการ อาจจะหมายถึงความพังพินาศของชีวิตความเป็นอยู่ด้วยเช่นกัน



     

    น่าเสียดายที่ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ถูกนำเสนออย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนใน “บุษบา” เพราะส่วนมากแล้วหนังก็มัวแต่สาละวนอยู่กับการตุ้งแช่หลอกคนดู ในแบบที่ไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย อย่างไรก็ตามอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องกล่าวชมเอาไว้ทิ้งท้ายคือ ฉากร่ายรำแบบคู่ของมินท์ (กรีน) และผู้รับบทเป็นผีสีดา ที่แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม แต่เห็นได้ชัดเจนว่า ทั้งสองได้ซ้อมการเต้นอย่างหนัก จนทำให้เราเชื่อสนิทเลยทีเดียวว่ามินท์กำลังถูกผีสีดาสิงจริงๆ

     

    บุษบา กลายเป็นหนังผีที่น่าจะถูกลืมเลือนเมื่อกาลเวลาผันผ่านไป ทั้งที่จริงแล้วหนังมีสิ่งที่น่าสนใจหลบซ่อนอยู่ในหนัง อย่างน้อยประเด็นเรื่องการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นของผู้หญิงในเรื่อง ก็น่าจะเป็นประเด็นที่สะท้อนสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดีว่าทำไมคนเราถึงอยาก “มีผัวรวย” กันนั่นเอง