ค้นหาหนัง

ดูหนัง Captain Fantastic (2016) บรรยายไทย เต็มเรื่อง

ดูหนังออนไลน์ Captain Fantastic (2016) ดูออนไลน์ฟรี - GoVMovie ดูหนังออนไลน์ ดูหนังใหม่ ซีรี่ย์ ชัด เต็มเรื่อง
หมวดหมู่ :
  • เรื่องย่อ : ดูหนัง Captain Fantastic (2016) บรรยายไทย เต็มเรื่อง

    ดูหนัง Captain Fantastic (2016) บรรยายไทย เต็มเรื่อง

     

     

     

     ลึกไปในป่า มีครอบครัวหนึ่งซึ่งประกอบด้วยคุณพ่อหนึ่ง และลูกๆ ของเขาอีกหกอาศัยอยู่ด้วยกัน เปล่าหรอกครับ พวกเขาไม่ได้เป็นกลุ่มชาวเผ่าหรือคนป่าที่หลีกเร้นออกจากอารยธรรมอื่นแต่อย่างใด กลับกันเลยต่างหากที่ครอบครัวนี้ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ที่ตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของโลกภายนอกดี เพียงแต่เลือกจะปลีกวิเวกออกมาอยู่กันอย่างสันโดดเสียมากกว่า

     เบน (วิกโก้ มอร์เตนเซน) คุณพ่อหนวดรกรุงรัง ทั้งดูๆ ไปก็ชวนให้นึกว่าเป็นฮิปปี้ผู้นี้เลี้ยงดูลูกๆ ของเขา      ด้วยความเชื่อที่ว่าสังคมภายนอกนั้นเต็มไปด้วยความกักขฬะ โสโครก เขารังเกียจสหรัฐฯ และผืนแผ่นดินข้างนอกป่าซึ่งเขาเห็นว่าเป็นผลผลิตบัดซบของระบอบทุนนิยมอันชั่วช้าที่รังแต่จะทำลายมนุษยชาติด้วยเหตุนี้เบนจึงเลือกจะให้ความรู้ลูกๆ เขาด้วยตัวเอง ปฏิเสธที่จะส่งพวกเขาไปโรงเรียน และสอนให้พวกเขาอ่านเขียนเองจากหลักสูตรของเขา ซึ่งหนังสือที่เด็กๆ ได้อ่านแต่ละเล่มก็ไม่ใช่ธรรมดาเลยครับ ทั้งพี่น้องคารามาซอฟ และโลลิต้า สองวรรณกรรมเอกอุของรัสเซีย และรีพับลิกของเพลโต แถมพวกเขายังอ่านมันด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับอ่านมันเล่นๆ เสียด้วยสิ นอกจากนี้เบนยังฝึกฝนให้เด็กๆ เรียนรู้ศิลปะป้องกันตัว และการเอาชีวิตรอดในป่าทั้งปีนผาและล่าสัตว์ และเด็กๆ ก็ไม่ได้รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าพวกเขาได้ฉลาดล้ำหน้าเด็กปกติที่อายุเท่ากัน หรืออาจจะมากกว่าไปเรียบร้อยแล้ว

IMDB : tt3553976

คะแนน : 7.9

รับชม : 401 ครั้ง

เล่น : 67 ครั้ง



  • Captain Fantastic (2016) บรรยายไทย

    หนัง Captain Fantastic อาจทำให้ใครหลายคนกระอักกระอ่วน แต่ส่วนตัวแล้วมันคือหนังที่สวยงามมาก ดูสนุกกว่าที่คิด และมันได้ท้าทายให้ผมได้ “ซื่อตรง” ต่อตัวเอง

    เบน แคช (วิกโก้ มอร์เทนเซ่น) เป็นคุณพ่อลูกหกที่ภรรยาป่วยหนัก เขาเลี้ยงดูลูกอย่างผิดปกติไปจากชาวบ้าน คือใช้ชีวิตในป่าเขา ล่าสัตว์ ปีนเขา สรุปคือใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็สอนให้ลูกพูดความจริง ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง อ่านหนังสือหลากหลายประเภทโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์และปรัชญา รวมถึงการร้องเพลงด้วย แต่วันหนึ่งข่าวร้ายก็ได้มาถึงครอบครัวนี้ แม่เสียชีวิต นั่นทำให้เบนและลูกๆต้องตัดสินใจในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พวกเขาจะได้ออกไปเผชิญโลกในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    Captain Fantastic

    เมื่อเบนกับลูก 6 คน กับภารกิจผจญภัยในโลกภายนอกที่จะทำให้ความเชื่อในวิถีของพวกตนต้องสั่นคลอน

    Captain Fantastic กำกับโดยแมทท์ รอสส์ซึ่งผมไม่เคยดูงานของเขามาก่อนเลยสักเรื่อง มันเป็นหนังที่ฉายในเทศกาลซันแดนส์เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2016 และฉายในวงกว้าง 8 กรกฎาคม 2016 ทำเงินไป 5 ล้านเหรียญสหรัฐ
    และผมพูดได้เต็มปากว่านี่คือหนังที่ผมชอบมากในปี 2016 นี้


    ประสบการณ์ด้านบวก

    อย่างที่ผมบอกว่าหลายคนจะมีปัญหากับหนังเรื่องนี้ เพราะตัวละครของเบน (พี่อารากอนจาก The Lord of the Rings) จะพูดตรงกับลูกๆในทุกเรื่องๆ ไม่มีคำโกหกที่สวยหรู ไม่มีคำลวงที่จะคงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของลูกเอาไว้ อย่างเช่น ตอนที่แม่ตาย เบนก็บอกลูกตรงๆแบบไม่มีปิดบังว่า แม่ตายเพราะอะไร ตอนที่ลูกสาวอ่านเรื่องโลลิต้าและบรรยายความรู้สึก ลูกสาวคนเล็กถามว่า “ข่มขืนคืออะไร” แล้วเบนก็ตอบลูกสาวคนเล็กว่า “ข่มขืนคือการที่ผู้ชายบลาๆๆๆ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครกล้าพูดกับลูกตัวเองแบบนี้แน่ๆ! เบนไม่เคยสอนเรื่องลวงๆหรือแฟรี่เทลให้กับเด็ก ไม่สอนให้ลูกเป็นพวกที่เชื่อในซานตาครอสแบบที่เด็กๆทั่วไปจะถูกสอน ฟังดูแย่ แต่มองในอีกมุมหนึ่ง ความจริงแท้แบบนี้ ไม่ใช่ “ความบริสุทธิ์” ที่แท้จริงหรอกหรือ? 

    บอกตามตรงว่าผมชอบวิถีของเบนอยู่นิดๆ เพราะเบนกำลังมองลูกในฐานะ “มนุษย์คนหนึ่ง” ที่มีสิทธิ์จะได้เรียนรู้ในทุกแง่มุมของชีวิตอย่างตรงไปตรงมา และซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ไม่ใช่ “ตุ๊กตาของพ่อแม่” ที่อยากให้ลูกปั้นแต่งไปตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ

    Captain Fantastic

    แม้แต่ลูกที่วัยยังไม่ถึงเกณฑ์ เบนก็รินไวน์ให้ดื่ม

    นอกจากนี้เบนยังทำในสิ่งที่พ่อแม่ส่วนใหญ่อาจไม่ทำกัน นั่นคือการให้ลูกได้มีอิสระในการพูดอย่างเต็มที่ สนับสนุนให้ลูกพูดทุกอย่างอย่างมีเหตุผล เช่น ลูกสาวคนหนึ่งอ่านโลลิต้า เบนถามว่า อ่านแล้วเป็นยังไง ลูกบอกว่า มันแหยะๆ เบนก็กระตุ้นให้ลูกพูดออกมาตรงๆว่า มันเป็นยังไง ระบุมาหน่อย ไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์อย่างเดียว หรือลูกชายคนหนึ่งเหวี่ยงใส่เบน บอกว่าทำไมครอบครัวเขาถึงไม่เฉลิมฉลองคริสต์มาสในแบบคนอื่นๆ เบนก็เปิดโอกาสให้ลูกชายลองพูดมาว่า ทำไมจึงสมควรจะเชื่อในสิ่งนั้น แปลว่าถ้าลูกชายพูดออกมาได้ดี เบนก็อาจจะยอมรับลูกชายก็ได้ ซึ่งเทียบกับบางครอบครัว พ่อแม่ไม่มีวันรับฟังลูกอย่างเต็มที่ได้ขนาดนี้แน่ๆ อย่างเช่น ครอบครัวของน้องสาวเบนที่มีลูกชายสองคน

    นอกจากเรื่องที่เบนใช้ชีวิตอย่างตรงไปตรงมากับลูกทุกเรื่องแล้ว ยังสอนให้ลูกออกห่างจากระบบทุนนิยม โดยเฉพาะการล่าสัตว์มาทำอาหารเอง รวมถึงการใช้ชีวิตห่างไกลจากฟาสต์ฟู้ดที่จะทำให้คนเป็นโรคอ้วน ฝึกลูกให้ออกกำลังกายคาร์ดิโอทุกวัน แถมยังฝึกให้ลูกป้องกันตัวเองด้วย

    แน่นอนว่าวิถีชีวิตนี้ หากมองในมุมของคนภายนอกจะถือว่าเบนเป็นพ่อที่แย่มาก เอาแค่เรื่องที่สอนลูกเรื่อง “ข่มขืน” ตรงๆ ให้ของขวัญลูกสาวคนเล็กเป็นหนังสือภาพเรื่อง “การมีเซ็กส์” รวมถึงซื้อธนูซื้อมีดให้ แค่นี้ก็ทำเอาพ่อแม่ส่วนใหญ่หัวใจจะวายตายเอาให้ได้อยู่แล้ว ยิ่งมาเจอเรื่องที่ลูกๆต้องตัวฟกช้ำดำเขียวเพราะสอนให้ลูกใช้ชีวิตแบบผจญภัย หรือชวนลูกขโมยของจากซูเปอร์มาร์เก็ตนี่ ก็ยิ่งแล้วใหญ่

    ที่ผมชอบคือ หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงครอบครัวของเบนในด้านดีอย่างเดียว การใช้ชีวิตแบบนี้อาจจะโอเคในบ้านตัวเอง แต่เด็กๆไม่สามารถจะไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนข้างนอกได้อย่างปกติได้เลย เมื่อไปอยู่ข้างนอก ลูกๆของเบนกลายเป็น “ฟรีค (ตัวประหลาด)” ซึ่งหนังก็ถ่ายทอดตรงนี้มาได้ดีมาก ทุกซีนที่ครอบครัวนี้อยู่กับคนอื่นๆ ผมรู้สึกอึดอัด

    แล้วผมต้องย้ำอีกครั้งมั้ย เรื่องสอนลูกขโมยของเนี่ย!

    และหนังก็แสดงให้เห็นว่า ข้อเสียของเบนก็คือสุดโต่งจนเกินไป โหดกับลูกตัวเองเกินไป เช่น พาลูกไปปีนเขาแล้วคนหนึ่งเกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บที่ข้อมือ เบนก็ปล่อยให้เด็กแก้ปัญหาด้วยตัวเอง หรือพฤติกรรมแบบสุดโต่งแบบไม่แคร์สังคมอะไรทั้งนั้น ฉันจะใช้ชีวิตของฉันแบบนี้ ใครจะทำไม ดังนั้นเมื่อเวลาเจอปัญหาขึ้นมา นอกจากจะไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ยังพลอยจะทำให้อะไรๆแย่ลงไปอีก สุดท้ายไม่เพียงแค่น้องสาวของเบนเท่านั้นที่หงุดหงิดกับวิถีชีวิตของเบน แต่ลูกๆก็เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เบนเป็นด้วย จนสุดท้ายแล้วเบนก็ต้องมานั่งทบทวนถึงวิถีชีวิตของตัวเอง

    และนั่นทำให้ตอนท้ายของหนังสวยงามมาก ครอบครัวของเบนได้เผชิญกับโลกความเป็นจริง ได้เห็นว่าวิถีชีวิตที่ผ่านๆมา มันมีอะไรบ้างที่เวิร์กและไม่เวิร์ก มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าครอบครัวเบนถูกหรือผิด หรือวิถีส่วนใหญ่ในสังคมถูกหรือผิด แต่มันเป็นเรื่องที่ว่า จะเอาวิถีชีวิตที่ตัวเองเชื่อ มาประสานกันให้เกิดความลงตัวได้อย่างไรมากกว่า หยุดความสุดโต่ง แล้วหาจุดที่มันลงตัวยิ่งขึ้น

    อย่างตอนท้าย ลูกชายคนโตของเบนตัดสินใจเอานิ้วจิ้มแผนที่ แล้วออกเดินทางไปใช้ชีวิตตามลำพัง นั่นเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตด้านนอก ซึ่งสุดท้ายน่าจะมีการเอามาใช้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเองในภายหลัง ผมชอบซีนอำลาซึ่งเบนพูดกับลูกตรงๆว่า “อย่าตายนะ” ไม่มีคำลาที่สวยหรูแต่หลอกลวง มีแต่ความเป็นจริงจนถึงวินาทีสุดท้าย ปล่อยให้ลูกได้เติบโตในแบบของตัวเอง (แต่อย่าตายนะ)

    Captain Fantastic

    ลูกๆทั้งหกคนของเบนที่ “ประหลาด” กว่าเด็กทั่วไปเพราะการเลี้ยงดู

    หนังเรื่องนี้ถ่ายทำสวยมาก มันไม่มีซีนที่จะทำให้โลกตะลึง ไม่ได้สร้างอะไรใหม่ๆให้กับวงการหนัง แต่หนังจัดองค์ประกอบของภาพได้สวยจริงๆ

    แต่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดคือ การแสดงของวิกโก้ มอร์เทนเซ่น ถ้าเขาไม่ได้เสนอชื่อเข้าชิงออสการ์คงจะรู้สึกผิดหวังน่าดู เขาแสดงได้ดีมาก ดีมากๆ เมื่อเวลาเข้มแข็ง เขาก็เข้มแข็งสมกับเป็นผู้นำครอบครัว แต่เมื่อเวลาที่เปราะบาง เขาก็แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนจนรู้สึกตามไปด้วย ผมอยากให้มอร์เทนเซ่นประสบความสำเร็จกับหนังเรื่องนี้ เขาเหมาะสมกับมันจริงๆ

    Captain Fantastic

    วิกโก้ มอร์เทนเซ่นกับการแสดงดีๆในบทของเบน คุณพ่อลูกหก

    ส่วนลูกคนอื่นๆก็แสดงได้ดีอย่างเหลือเชื่อ คนที่ผมคุ้นตาสุดคือลูกสาวที่แสดงโดย แอนนาลิส แบซโซ เพราะได้เห็นเธอแสดงมาตั้งแต่ Oculus จนถึง Ouija: Origin of Evil แต่ผมชอบลูกๆของเบนทุกคน ไม่มีคนไหนที่ผมรู้สึกรำคาญเลย แม้กระทั่งคนที่เกรียนที่สุด!


    ประสบการณ์ด้านลบ

    ผมข้อข้ามหัวข้อนี้ ผมไม่รู้ว่าจะบ่นอะไรกับหนังเรื่องนี้ ผมรู้ว่ามีคนไม่ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง อย่างนิตยสาร The Guardian ให้หนังเรื่องนี้ 1 ดาวครึ่ง แต่นั่นคือความคิดเห็นของ The Guardian ไม่ใช่ผม ดังนั้นหัวข้อนี้… บ๊ายบาย…

     

    ผมรัก Captain Fantastic มากถึงมากที่สุด