ค้นหาหนัง

Let Them All Talk สนทนาภาษาชีวิต (2020) [พากย์ไทย บรรยายไทย]

Let Them All Talk สนทนาภาษาชีวิต (2020) [พากย์ไทย บรรยายไทย] เต็มเรื่อง
หมวดหมู่ :
  • เรื่องย่อ : Let Them All Talk สนทนาภาษาชีวิต (2020) [พากย์ไทย บรรยายไทย]

    ชื่อภาพยนตร์: Let Them All Talk สนทนาภาษาชีวิต
    ผู้กำกับภาพยนตร์: Kai Li
    ผู้เขียนบทภาพยนตร์: Kai Li
    นักแสดง:  Jin Luo, Songyun Tan, Elane Zhong
    แนว/ประเภท: ดราม่า
    ความยาว:
    วันที่ฉาย: 16 เมษายน 2564




    อลิซ ฮิวจ์ เป็นนักเขียนที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ซึ่งทำงานกับต้นฉบับล่าสุดของเธอซึ่งผู้จัดพิมพ์ของเธอหวังว่าจะเป็นภาคต่อของผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเธอ You Always / You Never อลิซได้รับรางวัลวรรณกรรมในสหราชอาณาจักร แต่ไม่สามารถบินได้เนื่องจากสุขภาพของเธอทำให้คาเรนตัวแทนของเธอแนะนำให้เธอข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกบนราชินีแมรี่ 2 อลิซเชิญหลานชายของเธอไทเลอร์ให้ช่วยเหลือเธอขณะเดินทาง และเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยของเธอ โรเบอร์ต้า และ ซูซาน ซึ่งเธอไม่ได้สัมผัส อลิซและโรเบอร์ตามีความสัมพันธ์ที่ยากลำบากซึ่งเกิดจากความเชื่อของโรเบอร์ตาที่ว่าอลิซใช้รายละเอียดเกี่ยวกับเธอใน You Always / You Never ซึ่ง โรเบอร์ต้า รู้สึกว่าชีวิตของเธอตกราง คาเรนที่ไม่รู้จักอลิซมาร่วมกับพวกเขาบนเรือโดยหวังว่าจะได้เรียนรู้รายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ของอลิซ


IMDB : tt10808832

คะแนน : 6.1

รับชม : 265 ครั้ง

เล่น : 40 ครั้ง



  •  

     

    ภาพยนตร์เรื่อง Let Them All Talk ออกฉายสตรีมมิ่งทาง HBO ด้วยหน้าหนังที่ปะชื่อผู้กำกับภาพยนตร์คนดังฮอลลีวู้ด สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก ผู้นิยมเล่าหนังอย่างมีสไตล์ ผลงานของเขาต้องทิ้งลายเซ็นแบบชวนจดจำอยู่เสมอกับขนบวิธีเล่าหนังที่มักจะไม่เล่าไปตามลำดับ แต่จะเริ่มจากจุดไหนของเรื่องก็ได้ แล้วค่อยเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าหากัน ในผลงานล่าสุดของเขา “Let Them All Talk” โซเดอร์เบิร์ก หยอกล้อกับคนดูด้วยการซ่อนเจตนาของตัวละครหลักไว้ กว่าจะเฉลยไคลแมกซ์เรื่องหนังก็เกือบจะจบแล้ว

    “Let Them All Talk” เล่าเรื่องราวของ “อลิซ ฮิวจ์” นักเขียนนิยายรางวัลพูลิตเซอร์วัยชราที่กำลังเคร่งเครียดกับการหาวิธีเล่าเรื่องใหม่ๆ สำหรับหนังสือเล่มใหม่ ด้วยความหวังของสำนักพิมพ์ที่คาดหวังเอาเองว่า “อลิซ” อาจจะกำลังเขียนภาคต่อของนวนิยายชื่อดังเกี่ยวกับชีวิตคู่อันล่มสลายของหญิงม่ายที่ส่งให้เธอแจ้งเกิดเมื่อหลายสิบปีก่อน สำนักพิมพ์ส่งตัวแทนคนใหม่ “แคเรน” มาดูแลต้นฉบับงานเขียนของอลิซ แต่ด้วยวิธีทำงานของ “อลิซ” จะเก็บงานเขียนทั้งหมดไว้เป็นความลับไม่บอกพล็อตหรือไอเดียใดๆ ยิ่งทำให้ “แคเรน” คาดหวังอย่างยิ่งที่จะได้รู้ว่าอลิซกำลังเขียนเรื่องอะไร และหวังว่าจะเป็นภาคต่อของนวนิยายที่เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงของอลิซ

     

     

         

     

    เรื่องเริ่มต้นเมื่อ “อลิซ” ได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัลวรรณกรรมที่ประเทศอังกฤษ แต่ติดที่เธอไม่สามารถขึ้นเครื่องบินได้ “แคเรน” กระตือรือร้นยื่นข้อเสนอให้นักเขียนหญิงคนดังเดินทางด้วยเรือสำราญจากนิวยอร์กไปอังกฤษแทน พร้อมเงื่อนไขของอลิซคือชวนแขกร่วมเดินทางในทริปเรือสำราญด้วยอีก 3 คน เป็นเพื่อนสนิทสมัยยังเรียนมหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้ติดต่อกันมานานกว่า 30 ปี คือ “ซูซาน” และ “โรเบอร์ต้า” ส่วนแขกคนสุดท้ายคือ “ไทเลอร์” หลานชายคนเดียวของเธอ ขณะเดียวกัน “แคเรน” ก็แอบเดินทางไปในทริปนี้ด้วยเพื่อสืบความเคลื่อนไหวงานเขียนของอลิซ

    “Let Them All Talk” เล่าเรื่องบนเรือสำราญเกือบทั้งเรื่อง ตัวละครแต่ละคนมีกิจกรรมและใช้ชีวิตแบบรูทีนของตัวเองตลอดสัปดาห์บนเรือ “อลิซ” ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในห้องสูทหรูที่สุดบนเรือเพื่อเขียนหนังสือและพักผ่อน จากนั้นมีกิจวัตรไปว่ายน้ำทุกบ่าย ส่วน “ซูซาน” ใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งอ่านนิยาย ขณะที่ “โรเบอร์ต้า” หมดเวลาไปกับการสร้างความประทับใจมองหาชายโสดมีฐานะด้วยเหตุผลร้อนเงิน

    เพื่อนทั้งสามคนจะมีช่วงได้พูดคุยพร้อมหน้าพร้อมตากันในช่วงอาหารมื้อเย็นเท่านั้น บรรยากาศจึงอยู่ในความแปลกแปร่ง คลุมเครือ ไม่ชัดเจนในมิตรภาพ โดยมี “ไทเลอร์” ทำหน้าที่เป็นผู้ลอบสังเกตบทสนทนาต่างๆ ของป้าๆ บนโต๊ะอาหารเพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์ความสัมพันธ์ที่เขาเข้าไม่ถึงนี้ โดยเฉพาะ “โรเบอร์ต้า” กับ “อลิซ” ที่ทั้งคู่ดูไว้ทีและมีช่องว่างระหว่างกัน เพราะ “โรเบอร์ต้า” เชื่อเสมอว่าเรื่องราวในนวนิยายของอลิซมาจากชีวิตคู่ที่ล้มเหลวของเธอ โดยเชื่อลึกๆ ว่ามาจากความลับส่วนตัวที่เธอเล่าให้อลิซฟัง และยังมองว่าที่ได้รับเชิญมาทริปเรือสำราญนี้ เพราะอลิซหวังจะเฝ้ามองและจับจ้องชีวิตของเธอเพื่อนำไปเขียนหนังสือเล่มใหม่ โดยที่ “อลิซ” แย้งว่าเรื่องราวในนวนิยายล้วนมาจากแง่มุมบางด้านในตัวเธอทั้งสิ้น

     

    ด้าน “แคเรน” คอยให้ “ไทเลอร์” แอบสอบถามต้นฉบับจากป้าของเขาอยู่เป็นระยะ ทำให้ทั้งสองคนใช้เวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างกันทุกวัน โดยบ่อยครั้งบทสนทนาของทั้งคู่คือ การแลกเปลี่ยนถึงมุมมอง ทัศนคติต่อชีวิต ที่สะท้อนถึงความแตกต่างของคนช่วงวัยสามสิบกลางๆ กับคนวัยยี่สิบกลางๆ

    ผู้กำกับ “โซเดอร์เบิร์ก” ใช้วิธีการเล่าหนังทั้งเรื่องไปเรื่อยๆ ไม่มีทิศทางชัดแน่นอน ตัวละครมีบทสนทนาระหว่างกันจากมุมมองของแต่ละคน คนดูมีหน้าที่เฝ้ามองว่าพวกเขามีเรื่องราวความหลังกันอย่างไร จนรู้สึกก้ำกึ่งว่าจริงหรือไม่ ใครพูดจริง ใครคิดไปเอง ยิ่งระหว่างอลิซ กับโรเบอร์ต้า ทั้งคู่ทำตัวประหนึ่งทุกอย่างในชีวิตล้อมรอบโคจรพวกเขา โดยที่ซูซานคือตัวละครที่วางให้อยู่ตรงกลางของความสัมพันธ์นี้และพยายามจะประนีประนอมให้กับเพื่อนทั้งสองคน จนมีบทสนทนาเฉียบคมของ “ซูซาน” เปรียบเปรยว่าเมื่อวัยล่วงเลยมาขนาดนี้ก็ควรลดทิฐิ เวลาที่มีเหลือก็ควรดีใจไว้ว่าพวกเราคือคนรุ่นสุดท้ายที่จะได้มองท้องฟ้าที่มีดาวของจริงให้เห็น เพราะหลังจากนี้บนท้องฟ้าก็จะมีแสงสว่างที่เป็นดาวเทียมของบริษัทของอีลอน มัสก์ ที่ยิงขึ้นฟ้าไปทั่วเพื่อสร้างอินเตอร์เน็ตดาวเทียมจนเราไม่รู้ว่าเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วกำลังมองดาวจริงหรือดาวเทียมกันแน่

     

     

         

     

    เกินครึ่งเรื่องของหนังชวนให้คนดูฉงนว่าเรื่องราวจะไปลงเอยอย่างไร เพราะดูเหมือนไม่มีจุดไคลแมกซ์ หนังดำเนินไปเรื่อยๆ รวมทั้งยังแตะไปพูดเปรียบเทียบการทำงานของ “นักเขียนดัง” ที่มีสไตล์แตกต่างกัน เมื่อมีนักเขียนนวนิยายแนวสืบสวนระทึกขวัญชื่อดังระดับเบสท์เซลเลอร์ เดินทางร่วมทริปมาด้วย ทำให้เห็นข้อแตกต่างระหว่าง “นักเขียนสายรางวัล” กับ “นักเขียนหนังสือขายดี” ที่มีวิธีทำงานเขียนคนละสไตล์ ทั้งยังมองปลายทางเมื่อหนังสืออยู่ในมือคนอ่านคนละมุม ซึ่ง “โซเดอร์เบิร์ก” ใช้วิธีเล่าโดยไม่ชี้ว่าวิธีทำงานเขียนแบบไหนดีกว่าแบบไหน แต่เขาทำให้คนดูมองเห็นข้อดีได้จากทั้งสองฝั่ง

     

    กว่าที่หนังจะเฉลยให้คนดูพอจะเข้าใจ หรือสื่อถึงเหตุผลและเจตนาที่ไม่บอกชัดๆ แต่พอคาดเดาได้ว่า “อลิซ” ชวนเพื่อนและหลานมาล่องเรือด้วยกันทำไม ก็แทบจะท้ายเรื่อง ซึ่งกลายเป็นไคลแมกซ์แบบที่ทำคนดูตะลึงได้เบาๆ และต้องย้อนกลับไปนึกถึงหนังเกือบตลอดเรื่องเพื่อทำความเข้าใจบทสรุปอีกครั้ง

     

     

     

    นี่คือภาพยนตร์ที่พูดถึงความพยายามรื้อฟื้นมิตรภาพและชีวิตในอดีตอีกครั้งของนักเขียนที่ประสบความสำเร็จอย่าง “อลิซ” ขนานไปกับความพยายามจะใช้พรสวรรค์ที่มีของเธอสร้างความสมบูรณ์แบบในงานเขียนขึ้นอีกครั้ง กระทั่งถึงท้ายที่สุดความสมบูรณ์แบบที่ว่าอาจจะเกิดขึ้นจริง หรือไม่เกิดขึ้นเลยก็ตาม ซึ่ง “โซเดอร์เบิร์ก” จงใจทิ้งให้เรื่องราวของต้นฉบับใหม่ที่วิ่งแล่นในหัวของอลิซถูกปิดฝังแน่นไว้กับเธอคนเดียวจนเป็นความลับสุดท้ายของนักเขียน แม้จะไม่มีโอกาสได้เขียนเลยก็ตาม