ค้นหาหนัง

ดูหนัง Doraemon The Movie 2008 โนบิตะกับตำนานยักษ์พฤกษา ตอนที่ 28 เต็มเรื่อง

ดูหนัง HD Doraemon The Movie 2008 โนบิตะกับตำนานยักษ์พฤกษา ตอนที่ 28 ชัด - GoVMovie ดูหนังออนไลน์ ดูหนังใหม่ ซีรี่ย์ ชัด เต็มเรื่อง

Cast and Crew

หมวดหมู่ :
  • เรื่องย่อ : ดูหนัง Doraemon The Movie 2008 โนบิตะกับตำนานยักษ์พฤกษา ตอนที่ 28 เต็มเรื่อง

    ดูหนัง Doraemon The Movie 2008 โนบิตะกับตำนานยักษ์พฤกษา ตอนที่ 28 เต็มเรื่อง

     

    วันหนึ่งเมื่อ โนบิตะ และเพื่อนๆ พากันไปที่ภูเขาหลังโรงเรียน จู่ๆ ก็มีน้ำวนยักษ์ปรากฏขึ้นมา น้ำวนนั้นดูดพวกเขาเข้าไป และพาพวกเขาไปยังดาวแห่งสีเขียว โลกแสนประหลาดที่มีต้นไม้ยักษ์แผ่กิ่งก้านสาขากว้างใหญ่ เหล่าพืชที่นั่นมีวิวัฒนาการจนสามารถพูดได้เหมือน คิโบะ

IMDB : tt1180304

คะแนน : 6.3

รับชม : 2448 ครั้ง

เล่น : 995 ครั้ง



  • Doraemon The Movie 2008 โนบิตะกับตำนานยักษ์พฤกษา ตอนที่ 28

    เริ่มต้นจากการที่โนบิตะไปเก็บเอาต้น อ่อนมาจากภูเขาหลังโรงเรียน และโนบิตะได้ใช้ยาวิเศษของโดราเอมอนทำให้ต้นอ่อนเคลื่อนไหวและพูดเองได้ โนบิตะตั้งชื่อให้ว่า "คีโบ" วันหนึ่งเมื่อทุกคนพากันไปที่ภูเขาหลังโรงเรียนจู่ๆก็มีน้ำวนยักษ์ปรากฏขึ้น มา แล้วก็ดูดพวกโนบิตะเข้าไปและพาพวกเขาไปยังโลกอันแสนประหลาดที่มีต้นไม้ยักษ์ แผ่กิ่งก้านสาขากว้างใหญ่ที่มีชื่อว่า "ดาวแห่งสีเขียว" ซึ่ง มีพวกพืชที่มีวิวัฒนาการจนสามารถพูดได้เหมือน อย่างคีโบปกครองอยู่โดยมีเจ้าหญิงรีเรเป็นผู้นำและอำมาตย์ใหญ่ชีร่าผู้วาง แผนลับเพื่อปกป้องอนาคตของดาวสีเขียวเอาไว้เป็นผู้รับใช้อยู่เบื้องหลัง

            โนบิตะ โดราเอมอน และเพื่อน ๆ จะทำเช่นไร? เพื่อกลับคืนสู่โลกเดิมของตน และตำนานคนยักษ์สีเขียวในตำนานคืออะไรกันแน่

    มุมมองของSoma

    หวังมาก พลาดทีก็ผิดหวังมาก เริ่มต้นคงต้องบอกจริงๆว่า  ผมหวังกับภาคนี้ไว้ค่อนข้างสูงในระดับืที่มากพอสมควร   ด้วยคอนเซปที่น่าสนใจมาก  + กับตอนที่แล้วอย่างแดนเวทย์มนต์ที่ทำออกมาในเกณฑ์ที่สุดยอด   จึงค่อนข้างหวังกับภาคนี้สูงพอสมควร  แต่เมื่อดูจบแล้ว ก็เหมือนกับกระผมคาดหวังมากเกินไปจริงๆ

    สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ภาคนี้มันไม่เด็ดดวงเท่า2ภาคที่แล้วคือ เรื่องของบท  อย่างที่รู้กันว่า  ภาคตำนานยักษ์พฤกษานั้น  ไม่ใช่ภาครีเมค  แต่เป็นภาคที่นำตอนสั้นของอาจารย์ฟูจิโอะมาเพิ่มเติมเข้าไปนั้นเอง (เพิ่มเติมจากโดราเอม่อนซีรีย์ ฉบับที่33 ตอนสุดท้าย)  บทของภาคนี้มันให้ความรู้สึกว่า   เฮ้มันน่าจะมากกว่านี้นะ   เฮ้อันนี้มันยืดไปไหม?  โดยต้องบอกก่อนว่า  สิ่งที่ทีมงานภาคนี้ทำได้ไม่เวิร์คพอคือ คือความสัมพันธ์ระหว่างคีโบกับโนบิตะ ไม่พีคพอที่จะเชียร์  ครับ  ขอยกตัวอย่างตอนไดโนเสาร์ล่ะกัน   ตลอดทั้งเรื่องนั้นจะเน้นที่ความสัมพันธ์ของตัวโนบิตะกับพีสุเกะ  จนทำให้เราผูกพันธ์  และพร้อมที่จะเสียน้ำตาในตอนสุดท้ายของเรื่องได้  

    แต่ภาคนี้กลับไม่ใช่อย่างนั้น

    ภาคนี้กับเน้นตัวคีโบมากเกินไป  จนเลือกที่จะไม่ใส่ใจเรื่องของความสัมพันธ์ของโนบิตะกับคีโบ   เรียกง่ายๆว่า  ภาคนี้ถ้าพูดถึงความสัมพันธ์ที่เป็นฉากเด็ดนั้นน้อยมาก    ตั้งแต่ตัวเรื่องนำเราเข้าไปสูดาวพฤกษา   เรื่องกลับเน้นที่ตัวคีโบมากเกินไป  จนเหมือนทีมหลักของเรื่องนั้นเป็นตัวประกอบไปทันที  (ยังดีที่โนบิตะยังเด่น  นอกนั้นเรียกได้ว่าตัวประกอบ แม้กระทั้งแมวสีฟ้าของเรา)   จึงทำให้รู้สึกว่า  ตัวของคีโบกับโนบิตะนั้นมีความสัมพันธ์ผ่านๆมากกว่าที่จะแบบว่า  2คนนี้ผูกพันธ์    จึงทำให้ฉากในตอนสุดท้าย ไม่พีคพอที่จะเสียน้ำตา  ตามสไตล์โดราเอม่อน

    จุดที่2  คือการที่เรื่องราวในช่วงท้ายรวดเร็วจนตามไม่ทัน

    ไม่รู้ผมแก่ไปรึเปล่านะ แต่ผมมิอาจสามารถเก็ทช่วงท้ายของเรื่อง  ในเรื่องการครองโลกของชนเผ่าสีเขียว  มันสื่อได้ไม่ค่อยเข้าใจมากมายนัก   ใช่ที่ว่าชนเผ่าสีเขียวต้องการครองโลก  แล้วเกิดอะไรขึ้นกับโลกของชนเผ่าสีเขียว  ทำไมโลกถึงกลับมา?  อีกทั้งยังมีหลายจุดที่ดูเหมือนจะขาดเหตุผลรองรับที่น่าเชื่อถือ  มันเหมือนตัดชับๆ ผ่านไปเร็วมาก    จนบางจุดผมมิอาจทำความเข้าใจกับมันได้ทัน   ทั้งที่ความจริงภาคนี้มีความยากมากที่สุดในบรรดาภาคที่สร้างใหม่ (2ชั่วโมงเต็ม)  แต่กลับรวบรัดในช่วงท้ายของเรื่องอย่างไม่น่าให้อภัย  

    แต่หากใช่ว่า ตัวบทนั้นจะไม่มีจุดดี  เพราะตัวคีโบที่เรื่องนี้เน้นนั้น ทำมาได้ดี  รู้สึกว่าคีโบนั้นน่ารักน่าเอ็นดู   เหมือนเด็กที่ต้องการเรียนรู้   อีกทั้งยังสร้างองค์หญิงของตำนานพฤกษาได้น่าโมเอะมากมาย

    แต่จุดเด่นของบทภาคนี้คือตรงนี้ครับ

    จุดเด่นบทภาคนี้  อย่างที่ผมบอกว่า โดราเอม่อนภาคนี้ไม่สามารถทำให้รู้สึก สนุกมากแบบ2ภาคที่แล้วได้  แต่ในทางกลับกัน  โดราเอม่อนภาคนี้  กลับเป็นภาคที่มีคำสอนที่เด็ดๆมากมาย   ซึ่งเชื่อว่าเจตนาของทีมงานภาคนี้    อยากให้คนรักธรรมชาติมากขึ้น   อีกทั้งยังซ่อนคำสอนของปรัชญาการมีชีวิตอย่างแนบเนียนเอาไว้ในช่วงท้ายด้วย ภาคนี้จึงแอบซ่อนคำสอนเกี่ยวกับเรื่องของธรรมชาติไว้มากมาย  (แอบไปดูชื่อคนทำบท  มันเคยเขียนบทRaxephon Movie  มิน่า…….)

    แต่ที่ผมชอบที่สุดคือ นิทานของชนเผ่าเมืองสีเขียว  ที่เล่าว่า  โลกใบนึง เมื่อมีคนอ้างว่าเป็นของข้า   มันจะเริ่มมีคนอ้างว่าเป็นของข้ามากขึ้น   จนสุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะทำสงครามกัน

    แต่จุดที่เป็นไม้ตายของภาคนี้  เรียกได้ว่าต้องยอมยกนิ้วให้คือ  งานภาพและดนตรีประกอบ   งานภาพคงต้องขอบอกก่อนว่า   ทีมงานทำภาคนี้ถือว่าเด็ดมาก  บรรยากาศภาคนี้ที่ร่มเย็นแบบธรรมชาติ  ทีมสร้างนี้สามารถทำให้ภาพที่ออกมารู้สึกร่มเย็นได้อย่างไม่น่าเชื่อ  ขอบอกเลยว่า  ฉากภายในเมืองของโนบิตะภาคนี้ถือเป็นภาคแรก  ที่ไม่รู้สึกวุ่นวาย  แต่มันรู้สึกเหมือนบ้านนอกต่างจังหวัดซักที่นึงมากๆ   รวมทั้งฉากในโลกสีเขียว  ซึ่งในเมืองยังไม่เท่าไร  ผมขอให้ทุกท่านไปดูฉากตอนเจอหมู่บ้านชนเผ่าสีเขียวพื้นบ้าน    ฉากนั้นแหละที่เรียกได้ว่าต้องยกนิ้วยอมแพ้จริงๆ

    งานดนตรีภาคนี้นับได้เลยว่า  เป็นภาคที่ทำดนตรีประกอบได้ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาภาคที่ทำใหม่  ดนตรีประกอบหลายเพลงที่นอกจากให้ความรู้สึกว่าร่มเย็นแล้ว   มันยังแสดงถึงความมีพลังอย่างสูง  อีกทั้งเพลงจบของภาคนี้  ยังทรงพลังสมกับตัวเรื่องด้วย   จนเรียกได้ว่าถ้าผมต้องปรบมือ   ก็ขอปรบมือกับทีมที่ทำเพลงและภาพของภาคนี้จริงๆ  

    สรุป :  ถือเป็นโดราเอม่อนที่ผมค่อนข้างผิดหวังเรื่องบท อันเนื่องมาจากมันมีหลายอย่างขาดไป   แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ความสนุกมาตราฐานของโดราเอม่อน Movie  แต่สิ่งที่ภาคนี้ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมคืองานภาพ  และ งานดนตรี    ถึงแม้ว่าโดราเอม่อนภาคนี้สำหรับผม  มันจะดีน้อยที่สุดในบรรดาภาคที่สร้างใหม่    แต่นี้คือโดราเอม่อน  ที่มอบคำสอนมากที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมาครับ