ค้นหาหนัง

Minari (2020) [บรรยายไทยแปลปรับจากกูเกิ้ล]

Minari (2020) [บรรยายไทยแปลปรับจากกูเกิ้ล]  เต็มเรื่อง
หมวดหมู่ :
  • เรื่องย่อ : Minari (2020) [บรรยายไทยแปลปรับจากกูเกิ้ล]

    ชื่อภาพยนตร์:  Minari (2020)
    ผู้กำกับภาพยนตร์:  Lee Isaac Chung
    ผู้เขียนบทภาพยนตร์: Lee Isaac Chung
    นักแสดง: Steven Yeun, Yeri Han, Alan S. Kim
    แนว/ประเภท:  ดราม่า
    ความยาว:
    วันที่ฉาย: 11 มีนาคม 2564



     

    เมื่อความฝันถูกตั้งคำถามเมื่อศรัทธาถูกทดสอบมีเพียงพลังใจจาก’ครอบครัว’ ที่จะอยู่เคียงข้างกัน ดอกมินาริ (Minari /미나리아재비) หรือดอก บัตเตอร์คัป (Butter Cup) เป็นดอกไม้ป่าที่มีคุณสมบัติของวัชพืชอย่างครบถ้วน เพราะขึ้นง่ายในทุก ๆ ที่และทนทาน เมื่อผ่านการผลัดใบไปแล้วก็ยิ่งจะงอกงาม และมีดอกสีเหลืองสวยให้เราได้ชื่นชม จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของผู้กำกับ ลี ไอแซค จอง (Lee Isaac Chung) กลายมาเป็นภาพยนตร์ชีวิตที่พร้อมจะบอกกับทุกคนว่า พลังความรักในครอบครัว มีอานุภาพมากมายขนาดได้ไหน
     

    เรื่องราวในยุค 80s จาค็อบ (สตีเวน ยอน) และ โมนิกา (ฮันเยริ) สองสามีภรรยา ตัดสินใจจากบ้านเกิดมาตายเอาดาบหน้า ตั้งใจมุ่งมั่นว่าจะลงหลักปักฐานในดินแดนที่แตกต่าง คือสหรัฐอเมริกา สองคนทำงานอยู่ในโรงงานคัดแยกเพศลูกเจี๊ยบ ที่แคลิฟอร์เนีย แต่จาค็อบมีฝันอยากเป็นเกษตรกรเจ้าของฟาร์ม ด้วยเงินเก็บที่มีและฝันที่ใหญ่เพื่ออนาคตของครอบครัว เขาตัดสินใจพาภรรยาและลูก ๆ แอนน์ (โนเอล โช) และ เดวิด (อลัน คิม) ออกจากแคลิฟอร์เนีย มุ่งหน้าสู่เมืองชนบทในรัฐอาร์คันซอ ที่นี่ ทำให้เขาซื้อที่ดินได้มากกว่า 5 เอเคอร์ถึง 10 เท่า และบทพิสูจน์ของชีวิตก็เริ่มต้นขึ้นที่นี่



     

IMDB : tt10633456

คะแนน : 7.6

รับชม : 259 ครั้ง

เล่น : 63 ครั้ง



  •  

    เมื่อทุกอย่างต้องเริ่มจาก ‘ศูนย์’ และสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าต่างจากสิ่งที่คิดไปไกลลิบ โมนิกาเป็นแม่ที่ต้องดูแลลูกเล็ก ๆ ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจอย่าง เดวิด เป็นภรรยาที่มีศรัทธาในตัวสามีและให้สัญญากันไว้ ในวันแต่งงานว่า “เราจะอยู่เพื่อกันและกัน” หากเราเป็นโมนิกา เราจะร่วมเผชิญปัญหาที่มีอยู่ตรงหน้าไปกับ จาค็อบ ด้วยความรู้สึกแบบไหน และหากเราเป็นจาค็อบ อะไรคือความมั่นใจในฐานะหัวหน้าครอบครัว นี่คือคำถามแรกที่ภาพยนตร์ใส่เอาไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องกันเลยทีเดียว




    จาค็อบพาครอบครัวมาสู่บ้านใหม่ที่เป็นเพียงตู้คอนเทนเนอร์ติดล้อ ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฝันไว้ต้องเริ่มจากศูนย์ ปักเสาเอกของชีวิตด้วยสองมือของเขาเอง และต้องเป็นเสาแข็งแรงที่พร้อมจะเผชิญปัญหามากมายที่รออยู่ตรงหน้า แต่ก็เป็นธรรมดาของการเริ่มต้น ที่จะต้องประคองกันเดินไปบนถนนโรยกรวดให้ได้ตลอดรอดฝั่ง





    คำถามอีกนานัปการจึงเกิดขึ้นในหัวใจของตัวละครในเรื่อง และแน่นอนว่าคำถามเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในหัวใจของผู้ชมไปพร้อม ๆ กัน ด้วยพล็อตที่เป็นครอบครัวเกาหลีอพยพ ไปตั้งรกรากที่อเมริกาเมื่อปี 1980 จนมีความฝันอยากเป็นเจ้าของฟาร์ม เรียกว่าเป็นฝันยิ่งใหญ่ที่ต้องไปให้ถึง ความมุ่งมั่นของจาค็อบช่างสูงลิบจนบางครั้งทำให้หัวใจของผู้เป็นภรรยาเริ่มสั่นคลอน มันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการเอาใจช่วยของคนดูว่าการต่อสู้ของครอบครัวนี้ จะสร้างพลังใจให้เราได้มากขนาดไหน

    ฉากชีวิตที่ดูเพลิน ชวนติดตาม

    ภาพยนตร์ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของฉากชีวิต ที่สมจริงน่าติดตาม และสามารถเข้าถึงทุกชีวิตที่เคยสู้มาด้วยกัน ในรูปแบบคล้ายกันนี้อย่างจี้ใจ เป็นภาพยนตร์แห่งการระลึกถึง ย้อนความหลังของทุกครอบครัวที่เคยได้ผ่าน ‘จุดนั้น’ มาแล้วร่วมกันได้ง่าย ๆ เป็นภาพชีวิตที่สื่อสารออกมาอย่างเรียบง่าย แต่กลับทรงพลัง





    เมื่อโมนิก้าต้องช่วยหาเงินด้วยการ เป็นสาวโรงงานแยกเพศลูกเจี๊ยบ ความเป็นห่วงในตัวลูกชายคือเดวิดที่เป็นโรคหัวใจ ความเครียดของผู้เป็นแม่จะสร้างความกังวลได้ขนาดไหน ใครจะดูแลลูกเพราะที่นี่ห่างโรงพยาบาล เมื่อผู้หญิงเริ่มคิดหนักการมีปากเสียงกันก็บังเกิด ก็มันลำบากนะคะ ที่ก็กว้าง น้ำจะทำสวนก็ยังต้องขุดจากพื้นดินกันเอง จะให้ยิ้มแย้มสดใสทั้งวันทั้งคืนไม่ใช่เรื่องง่าย จาค็อบจึงปลอบประโลมหัวใจของภรรยาด้วยการ ให้ ยายซุนจา (ยุนยอจอง) แม่ของโมนิกาย้ายจากเกาหลีมาอยู่ด้วยกันที่นี่ และการมาของยายซุนจาก็สร้างบททดสอบใหม่ ๆ ให้กับครอบครัวนี้อย่างครึกครื้น

    สอดแทรกปรัชญาชีวิตที่ใช้ได้จริง

    การมาของยายซุนจาได้พกความจริงของชีวิตมาด้วยค่ะ ความจริงที่ว่านั่นก็คือ ‘มนุษย์ทุกคนล้วนคิดถึงบ้านด้วยกันทั้งนั้น’ โมนิก้ามีความสุขในทันทีที่แม่มาอยู่ด้วย และแม่ไม่ได้มามือเปล่า ยังหอบเอากลิ่นเกาหลีมาฝากโมนิกาและหลาน ๆ เต็มกระบุง ลองนึกสภาพของคนไทยในอเมริกาดูค่ะ ถ้าแม่ไปหาแล้วหอบพริก กระเทียม โหระพา กะเพราไปฝาก เราจะดีใจขนาดไหน รีแอ็กชันของโมนิกาต่อของฝากของแม่ นอกจากขำแล้วยังสะท้อนความรู้สึกได้ลึกซึ้งเอามาก ๆ แค่ฉากนี้เพียงฉากเดียว



    มากกว่านั้นยังสะท้อนความต่างของคนเกาหลีอพยพ กับเด็กเกาหลีที่เติบโตในต่างแดนอย่างชัดเจน เมื่อเดวิดไม่สามารถรับความเป็นยายแบบเกาหลี และยายแบบอเมริกันที่เขาเคยเห็นได้ในทันที เพราะยายในความคิดของเขากับยายที่อยู่ตรงหน้าช่างแตกต่าง ภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นการเรียนรู้ของกันและกัน ความรักที่ก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ ของสายเลือดสายสัมพันธ์ได้อย่างน่ารัก เป็นมุมหยิกแกมหยอกที่เรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้ ลั่นโรง





    แต่สิ่งที่ยายนำติดตัวมาด้วย นอกจากความรักความอบอุ่นแบบเกาหลีสไตล์ ยายยังพกเมล็ดพันธุ์มินาริ ที่เป็นปรัชญาชีวิตที่จริงซะยิ่งกว่าจริงมาด้วย “มินาริสามารถเติบโตได้ทุกที่ แม้ในพื้นที่ว่างเปล่า เอาไปใส่ในแกงอะไรก็อร่อย” สิ่งที่ยายบอกกับเดวิดอาจเป็นคำพูดธรรมดา ผิวเผิน แต่หากมองลึกลงไปในความเป็นจริงข้vหนึ่งแล้ว เราจะรู้ได้ทันทีว่า นั่นคือความรักของยายที่พกมาด้วยจากเกาหลี

    ส่งกำลังใจด้วยดอกมินาริ

    ภาษาที่ภาพยนตร์ถ่ายทอดออกมาจัดอยู่ในขั้น คมคาย เป็นบทสนทนาเรียบง่ายที่ทำให้ทุกคนร่วมรู้สึกได้ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาของเจค็อบและเดวิดลูกชาย สิ่งที่พ่อสอนลูกหรือคุยกับลูกในแต่ละครั้ง ได้สอดแทรกตัวตน ความคิดลงไปในความทรงจำของลูกชายทีละนิด หรือแม้แต่ช่วงเวลาหนึ่งที่เด็กชายตัวเล็ก ๆ ต้องปรับตัวอยู่กับยายที่มาจากเกาหลี การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การสัมผัสถึงรากเหง้า และสิ่งที่ยายทำให้เห็นจากความเป็นตัวตน ค่อย ๆ ละลายหัวใจของเดวิดทีละนิด จนในที่สุดยายก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปโดยไม่รู้ตัว





    เป็นการถ่ายทอดความทรงจำที่ทรงคุณค่า จนไม่แปลกที่ ลี ไอแซค จอง จะจดจำช่วงเวลานั้นจนนำมาเผยแพร่เป็นภาพยนตร์ชีวิตที่เรียลที่สุดเรื่องหนึ่ง ความโดดเด่นในการเล่าเรื่อง ที่สอดแทรกความต่างทางวัฒนธรรม ความเชื่อและการยอมรับที่จะลองสิ่งที่ใจเคยต่อต้าน ทำให้เราติดตามชีวิตของครอบครัวนี้จากต้นจนจบแบบไม่มีมุมน่าเบื่อ สิ่งที่ถ่ายทอดออกมาเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวต้องเคยเผชิญ และมากกว่านั้นหนังยังมีกลิ่นอายเกาหลีผสมความเป็นอเมริกันได้อย่างลงตัว พร้อมกับสัมผัสใจคนมีฝัน คนที่อพยพไปอยู่ต่างแดนเหมือนเป็นการตบไหล่แล้วบอกว่า “นี่แน่ะ พวกเธอก็คือดอกมินาริ” และพลังความรักความศรัทธาในครอบครัว จะพาให้พวกเธอไปถึงฝั่งฝัน






    เสริมทัพกำลังใจจากดอกมินาริให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยฝีมือการแสดงขั้นเทพของ ยุนยอจอง ที่ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ รวมทั้งเจ้าหนู อลัน คิม ที่ไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นผลงานการแสดงเรื่องแรกของเด็กน้อยวัย 8 ขวบคนนี้เลย สมแล้วกับรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม บนเวทีลูกโลกทองคำ หรือ Golden Globes ครั้งที่ 78 และการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 6 รางวัล