ค้นหาหนัง

ดูหนัง The Road (2009) เดอะโร้ด ข้ามแดนฝ่าอำมหิต เต็มเรื่อง

ดูหนัง HD The Road (2009) เดอะโร้ด ข้ามแดนฝ่าอำมหิต เต็มเรื่องฟรี - GoVMovie ดูหนังออนไลน์ ดูหนังใหม่ ซีรี่ย์ ชัด เต็มเรื่อง
หมวดหมู่ :
  • เรื่องย่อ : ดูหนัง The Road (2009) เดอะโร้ด ข้ามแดนฝ่าอำมหิต เต็มเรื่อง

      ดูหนัง The Road (2009) เดอะโร้ด ข้ามแดนฝ่าอำมหิต เต็มเรื่อง

     

     


     เมื่อถึงวันที่ลำบากถึงขีดสุด ไม่มีที่ซุกหัวนอน ไม่มีความปลอดภัย ไม่มีอาหาร คุณจะกลายเป็นอะไร เป็นคนอย่างไร จะยังรักษาความเป็นคนได้หรือไม่ นี่คือคำถามที่ทุกคนต้องหาคำตอบให้ได้เมื่อถึงวันที่โลกกำลังจะถึงจุดจบ 

          เหมือนกับสอง พ่อ ลูก ที่ออกเดินทางลงใต้เพื่อแสวงหาความหวังให้กับตนเอง เดอะ โร้ด คือหนังที่เริ่มเล่าจากคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งที่ฝ่ายภรรยากำลังตั้งท้องแก่ไกล้คลอดในขณะที่โลกกำลังเข้าสู่กลียุควันสิ้นโลก แต่ทั้งสองคนก็ยอมอดทนอยู่จนกระทั่งเด็กคลอดและเลี้ยงจนโตขึ้นมาได้ภายในบ้านของตัวเอง

          จนวันนึงที่คนเป็นแม่ทนรับมือกับความกดดันไม่ไหว ตัดสินใจไปจากสามีและลูกโดยไม่รู้ชะตากรรมว่าเป็นอย่างไร คนเป็นพ่อจึงตัดสินใจพาลูกชายออกเดินทางลงทางใต้เพื่อหวังจะได้เจอกับสถานที่ที่ดีกว่า แต่ขนาดที่โลกเรายังปรกติสุขอยู่คนเรายังทั้งเห็นแก่ตัว และสามารถทำร้ายกันได้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง  

IMDB : tt0898367

คะแนน : 7.2

รับชม : 620 ครั้ง

เล่น : 147 ครั้ง



  • The Road (2009) เดอะโร้ด ข้ามแดนฝ่าอำมหิต



    น่าจะมีใครหลายๆ คนเคยจินตนาการถึงโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อจากนี้ว่าจะเป็นอย่างไร อย่างที่เราทราบกันดีว่าปัจจุบันโลกได้ถูกมนุษย์ทำลายไปมากมายจากเดิม ไม่ว่าจะเกิดมาจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าแต่ต้องแลกมาด้วยการทำลายสภาพชั้นบรรยากาศจนทำให้โลกร้อน หรือการที่ประชากรล้นโลกจนเกิดความขาดแคลนแก่งแย่งกัน หรือแม้กระทั่งภัยพิบัติที่หนักหนาสาหัสจนเราคาดไม่ถึง สิ่งเหล่านี้ล้วนแจ้งเตือนให้เราเตรียมตัวล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลก หนังพยากรณ์หายนะ-ดราม่าเรื่องนี้สร้างมาจากนวนิยายรางวัลพูลิตเชอร์ในชื่อเดียวกันซึ่งเป็นผลงานจากปลายปากกาของนักเขียน คอร์แม็ค แม็คคาร์ธี ที่คุณปู่แกมีชื่อเสียงในนวนิยายแนวนี้ กำกับโดยผู้กำกับชาวออสเตรเลียน จอห์น ฮิลโค้ท( Lawless (2012)) นำแสดงโดยนักแสดงผู้มากฝีมือ วิกโก้ มอร์เทนเซ่น ( อาราร์กอนแห่งไตรภาค The Lord of the rings แต่ที่ผมชอบแกมากๆ คงเป็นบทมาเฟียรัสเซียจาก Eastern Promises มีโอกาสจะมารีวิวให้ฟังครับ ) ร่วมด้วย โคดี้ สมิท-แม็คฟี , โรเบิร์ต ดูวัล และชาลิซ เธียรอน

    หนังบอกเล่าเรื่องราวของสองพ่อลูกที่ทั้งคู่ได้มีโอกาสรอดชีวิตจากหายนะครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น ซึ่งหายนะครั้งนั้นได้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนั้นหยุดอยู่กับที่ ส่งผลให้ทรัพยากรต่างๆ ค่อยๆ หมดสิ้นไปจากโลก สัตว์ป่าล้มตาย พืชพรรณเสียหาย ไฟฟ้าใช้การไม่ได้ มนุษย์ที่เหลืออยู่จึงต้องมาแย่งชิงทรัพยากรที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด หนักเข้าก็ถึงขั้นเอาชีวิตกัน แม้กระทั่งกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันก็ทำได้เพราะความขาดแคลน พ่อ ( มอร์เทนเซ่น ) ผู้ซึ่งสูญเสียภรรยา (เธียรอน) ไปจากเหตุการณ์หายนะดังกล่าวจึงต้องเอาชีวิตให้รอด โดยเขาจะต้องปกป้องลูกชายคนเดียวของเขา ( แม็คฟี ) ให้อยู่รอดปลอดภัยและสอนให้เตรียมการในการใช้ชีวิตเอาตัวรอดเมื่อถึงวันที่เขาต้องจากไป ทั้งคู่นั้นได้มุ่งหน้าลงสู่ทางใต้ของประเทศเนื่องจากพ่อนั้นมีความเชื่อว่าทางใต้ย่อมมีอนาคตที่ดีกว่าที่อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหนทางกว่าที่ทั้งคู่จะได้ไปถึงจุดหมายก็มีอุปสรรคนานัปการที่เหมือนกับเป็นบททดสอบว่าพวกเขาจะมีความเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด

    หนังเรื่องนี้ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่หนังแนวแอ็คชั่น ตลกขำขันที่จะมีให้เราสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ แต่บอกได้คำเดียวว่าไม่น่าเบื่อ การดำเนินเรื่องไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไรมากมายแต่ก็ไม่ได้ทำให้เราเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อารมณ์มันจะลุ้นๆ ว่าทั้งคู่จะได้เจออะไรกันน้า จะรอดไหมเนี่ย ทำนองนี้ครับ หนังทำให้เราได้เห็นถึงความหายนะที่เกิดขึ้นบนซีกโลกแห่งหนึ่งซึ่งทำได้สมจริงจนน่าขนลุกเอามากๆ ทุกอย่างดูมืดมน บรรยากาศอึดอัดท้องฟ้าขมุกขมัวแทบไม่มีแสงแดดสามารถลอดผ่านมาจากชั้นบรรยากาศได้เลย แม้กระทั่งน้ำทะเลก็ไม่เป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินอย่างที่เราเห็น มีแต่ซากปรักหักพัง ชนิดที่ผมแอบคิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นแน่เลยในอนาคต อย่างไรก็ตามผมมองว่าก็ยังไม่เลวร้ายขนาดที่ทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่ไม่ได้เพราะคนยังสามารถหายใจและดื่มน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ ได้อยู่ ( แม้จะต้องต้มและกรองก่อนก็ตาม ) ต้องชื่นชมผู้สร้างมากๆ ที่เนรมิตเมืองใกล้ตายในจินตนาการตามนิยายได้ให้เห็นภาพได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง สถานที่ต่างๆ รกร้างว่างเปล่า รถยนต์ก็เหลือแต่เพียงซาก ยิ่งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของตัวละครต่างๆ ไม่ต้องพูดถึงสมจริงตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผมยันรองเท้าเลย ส่วนเพลงประกอบก็ชวนทำให้อารมณ์ของเราสิ้นหวังไปกับโลกนี้ตามไปด้วยฟังแล้วมีความรู้สึกหดหู่ แต่สำหรับเพลงในช่วงตื่นเต้นที่พ่อลูกต้องหลบหนีคนร้ายผมว่าไม่เท่าไหร่นะ เค้าน่าจะเลือกเพลงที่เหมาะสมได้มากกว่านี้ แต่โดยรวมเพลงประกอบก็พอใช้ได้ในระดับหนึ่ง

    สำหรับบทบาทการแสดงของวิกโก้ มอร์เทนเซ่น ชื่อนี้แทบจะการันตีได้เลยว่าเล่นดีแทบทุกเรื่อง สำหรับเรื่องนี้เขาต้องเล่นเป็นพ่อที่คอยสอนลูกว่าจะต้องเข้มแข็งเอาตัวรอด และระมัดระวังอย่างไร เขารู้ดีว่าเขาคงอยู่ได้ไม่นานจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูก เขาสอนให้ลูกรู้จักความดีและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ แม้ในใจเขาจะหมดแรงจนไม่อยากมีชีวิตอยู่แต่เขาก็ไม่แสดงความอ่อนแอมาให้ลูกเห็น รวมไปถึงการสอนให้ลูกรู้จักโลกแห่งความเป็นจริงที่โหดร้ายว่าอย่าไปสงสารใครเพราะเรายังเอาตัวเองไม่รอดเลย เรื่องนี้มอร์เทนเซ่นแสดงให้เห็นถึงความรักของพ่อที่มีต่อลูกชายคนเดียวของเขาได้อย่างลึกซึ้งจนน้ำตาไหล ทำให้เรานึกตามไปว่านี่คือลูกเขาจริงๆ ทั้งหอม ทั้งกอดลูกชายตลอดทั้งเรื่องเลย  ส่วนในบทบาทของสามีที่อบอุ่น มอร์เทนเซ่นก็แสดงให้เราเชื่อว่าเขาเป็นผู้ชายโรแมนติกและรักภรรยาของเขามากแค่ไหน ตอนที่ภรรยาเขาจากไปเขาแสดงได้เหมือนกับว่าหัวใจของเขาแตกสลายไปจริงๆ ส่วนในบทบาทของลูก หนุ่มน้อยโคดี้ เล่นได้ดีมากๆ เขาแสดงให้เราได้เห็นถึงผ้าขาวอันบริสุทธิ์ เขาเป็นเด็กน้อยที่เชื่อในคุณค่าของชีวิต และยึดมั่นในความดีของคน ที่สำคัญเด็กคนนี้ได้แสดงให้เราได้เห็นถึงเด็กที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี แต่ก็ไม่ได้เป็นเด็กที่หัวอ่อนหากแต่เขาเป็นคนที่เชื่อมั่นในการทำดีจนบางครั้งอาจเถียงกับพ่อของเขาที่พ่อมักจะมองผู้คนในลักษณะระแวดระวัง สุดท้ายก็เป็นพ่อที่ต้องยอมลูกชายเสมอๆ ซึ่งในเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นถึงสัญชาตญานในการมองคนออกว่าดีไม่ดีของเด็กชายได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวละครอื่นๆ ที่ปรากฏตัวในเรื่องที่อาจจะไม่เยอะ เช่น ภรรยารับบทโดยเธียรอน ก็แสดงให้เห็นถึงหญิงสาวที่หมดหวังในการมีชีวิต การที่ลูกกำลังจะถือกำเนิดก็มิได้ทำให้เธอมีความสุขหากแต่เป็นการทำให้เธอเป็นกังวล หรือชายแก่โดยดูวัล ที่แสดงให้เห็นถึงชายสูงอายุที่อ่อนแรงจนไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร แต่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะฆ่าตัวตายให้พ้นไปจากโลก แถมยังเย้ยหยันอีกว่าความตายมันหรูเกินไปสำหรับเขา เขาไม่เคยคิดเรื่องนั้น รวมไปถึงกาย เพียร์ซ ที่ทำให้เราเห็นถึงความอบอุ่นจากชายแปลกหน้า

    หนังเรื่องนี้ดีครับผมให้ 8 เต็ม 10 หักนิดนึงตรงที่อุตส่าห์มีนักแสดงชื่อดังระดับปู่โรเบิร์ต ดูวัล กับ กาย เพียร์ซ แต่กลับให้บทอันน้อยนิดไปหน่อยทั้งๆ ที่น่าจะให้บทบาทมากกว่านี้ รวมไปถึงปริศนาความเป็นไปของตัวละครบางตัวที่เราสนใจใคร่รู้ว่าจะมีความเป็นไปอย่างไร ก็ตัดหายไปซะอย่างดื้อๆ อย่างไรก็ตามหนังได้สอนให้เราได้รู้จักความหมายของชีวิตว่าต่อให้ลำบากยากเข็ญแค่ไหนแต่ก็ต้องสู้ต่อไปอย่ายอมแพ้ ความดีจะเป็นสิ่งยึดมั่นนำพาชีวิตเราก้าวไปยังจุดหมายปลายทางที่ถูกต้อง รวมไปถึงการที่คนเราต่อให้อยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดของชีวิตเพียงใดก็จะต้องไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียนผู้อื่นเพียงเพื่อให้ตนพ้นจากสภาพนั้น เมื่อดูเรื่องนี้จบก็มีความรู้สึกว่าโล่งใจ ได้กลิ่นไอของความดีงาม......