ค้นหาหนัง

ALIVE เมื่อต้องเอาชีวิตรอดในดงซอมบี้ (2020)

ดูหนัง HD เมื่อต้องเอาชีวิตรอดในดงซอมบี้ ALIVE เต็มเรื่อง hd - GoVMovie ดูหนังออนไลน์ ดูหนังใหม่ ซีรี่ย์ ชัด เต็มเรื่อง
หมวดหมู่ :
  • เรื่องย่อ : ALIVE เมื่อต้องเอาชีวิตรอดในดงซอมบี้ (2020)

    ชื่อภาพยนตร์ : ALIVE เมื่อต้องเอาชีวิตรอดในดงซอมบี้ (2020)
    แนว/ประเภท : Horror,  Drama,  Action
    ผู้กำกับภาพยนตร์ : Il Cho
    บทภาพยนตร์ : Il Cho,  Matt Naylor
    นักแสดง : Ah-In Yoo,  Shin-Hye Park,  Hyun-Wook Lee
    วันที่ออกฉาย : 8 September 2020

     

    พูดถึงหนังเรื่อง “Alive” หนังซอมบี้สัญชาติเกาหลี ที่ฮิตเซอร์ไพร์ สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วประเทศ มีคนฝ่า“โควิท” ซื้อตั๋วเข้าชมกว่าสองแสนคนในวันแรกที่ฉาย ซึ่งถือว่าทำลายสถิติใหม่ของหนังที่เข้าโรงตั้งแต่มีโควิทเกิดขึ้นมาเลย หนังว่าด้วยเรื่องของการที่ต้องเอาชีวิตให้รอดบนอพาร์ทเม้นของตัวเอง ท่ามกลางฝูงซอมบี้ที่มีภารกิจหลักคือ เขมือบทุกคนที่มันเห็น เอาตัวเองให้รอดไม่พอ ยังต้องช่วยชีวิตสาวสวยหน้าใส ในห้องฝั่งตรงข้ามอีกด้วย  อันนี้หนุ่มๆ คอหนังซอมบี้หลายคนคงแอบยิ้มมุมปาก ประมาณว่า อยากรับหน้าที่แทนพระเอกจัง ^..^

    คือผู้เขียนอยากดูเรื่องนี้มาก แล้วคือที่เกาหลีเขาฉายไปแล้วไง ส่วนบ้านเรา ยังไม่มีค่ายไหนคิดจะเอาเข้ามาฉายเลย หรือผู้เขียนหาไม่เจอเองหว่า สุ่มเสียงมากที่จะหาข้อมูลเรื่องนี้โดยที่จะไม่โดนสปอยเนื้อหาไปก่อนวันอันควร(ที่จะได้ดู) ตอนนี้ทำได้แค่เพียงรอค่ายหนังรีบคว้าลิขสิทธิ์แล้วประกาศวันฉายให้ชื่นใจโดยไว

     

IMDB : tt10620868

คะแนน : 6.2

รับชม : 3817 ครั้ง

เล่น : 1854 ครั้ง



  •  

     

    #Alive ชื่อไทย คนเป็นฝ่านรกซอมบี้ หนังซอมบี้ลงโรงของเกาหลีเรื่องล่าสุดที่ไม่ได้ฉายไทย แต่ Netflix ซื้อมาเป็น Original Netflix ลงในระบบ โดยมีนางเอกดังอย่าง “พัคชินฮเย” (หรือที่ชาวไทยชอบเรียกเธอว่า น้องผัก) มาร่วมแสดงนำในเรื่องคู่กับยูอาอิน พระเอกหนุ่มวัย 34 ที่เปลี่ยนลุคมารับบทเกมเมอร์วัยรุ่นที่ติดอยู่ในห้องอพาร์ทเมนท์คนเดียวระหว่างที่ซอมบี้บุกเมือง

     

    ด้วยหน้าหนังที่ดูดี + ดารานำในเรื่องที่ดูแล้วน่าติดตามมาก ความคาดหวังว่าหนังซอมบี้เรื่องนี้จะมีอะไรแปลกใหม่ในยุคที่หนังซอมบี้ขยันทำกันเกลื่อนโลกจึงสูงตามไปด้วย แต่แล้วกลับพบว่านี่เป็นแค่หนังซอมบี้ที่แทบไม่ได้ฉีกแนวอะไรสักเท่าไหร่ ซึ่งจริงๆ ก็อาจจะไม่ใช่ปัญหา ในเมื่อคนดูกลุ่มใหญ่โดยทั่วไปขอแค่เป็นหนังซอมบี้วิ่งไล่ล่าฆ่ากันเลือดสาดกันเยอะก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นได้แค่นั้นจริงๆ

    ตัวหนังเปิดเรื่องมาด้วยความรวดเร็วหลังพระเอก Oh Joon-woo ตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวันด้วยการเล่นเกมออนไลน์กับเพื่อน แต่แล้วกลับพบว่าเกาหลีกำลังถูกคนติดเชื้อซอมบี้บุกไปทั่ว จนต้องขังตัวเองอยู่ในห้องของอพาร์ทเมนท์เพื่อให้มีชีวิตรอด และส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือออกไปผ่านโซเชียลมีเดียด้วยแฮชแท็ก #Alive (#ต้องรอดชีวิตให้ได้) แต่ผ่านไปวันแล้ววันเล่าก็ไม่มีใครมาช่วยเหลือ ก่อนที่จะหมดหวังเขากลับได้พบกับ Kim Yoo-bin (รับบทโดย พัคชินฮเย) หญิงสาวที่รอดชีวิตในห้องเช่นเดียวกับเขาแต่อยู่ตึกฝั่งตรงข้ามกัน ทั้งคู่จึงหาทางร่วมมือกันเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์ร้ายครั้งนี้ให้ได้

     

    รีวิว #ALIVE (Netflix) หนังซอมบี้เกาหลีที่มีดีตรงน้องผัก "พัคชินฮเย" 1

     

    ตัวเรื่องใช้เวลาในช่วงแรกหมดไปกับการใช้ชีวิตเดิมๆ กิน นอน ดูข่าว เล่นเกม (ก่อนนี่เน็ตจะล่ม) ในห้องของตัวพระเอก พร้อมปูว่าสัญญาณจากครอบครัวขาดไป ทำให้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่บ้าง ซึ่งเวลาที่ผ่านไปก็ไม่ได้มีเรื่องตื่นเต้นอะไรมากนัก นอกจากช่วงแรกที่มีเพื่อนบ้านติดเชื้อหลงเข้ามาในบ้าน กับการที่ต้องมองเห็นคนผ่านไปกลายเป็นซอมบี้โดยที่เขาช่วยเหลือไม่ได้ ซึ่งตัวผู้กำกับอาจจะพยายามเสนอความแปลกใหม่ของการติดอยู่ในห้องผ่านหนังแนวซอมบี้ก็ได้ แต่มันกลับมีความไม่สมเหตุผลปนอยู่เป็นระยะ อย่างการที่พระเอกดันไม่รองน้ำประปาเก็บไว้จนน้ำหมด แถมทำหกแบบอารมณ์เสียจนต้องมาเลียกินบนโต๊ะ หรือการที่จู่ๆ ก็ออกจากห้องไประบายอารมณ์กับซอมบี้ โดยที่ไม่ได้เป้าหมายอะไรจริงจังเลย แถมกว่าจะคิดออกไปหาอาหารก็นานเกินจนจะอดตายแล้ว มิหนำซ้ำยังพยายามเล่นเรื่องไม่มีสัญญาณโทรศัพท์หรือการใช้โดรนบินออกไปสำรวจแบบไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่นัก มองว่าแค่เป็นกิมมิคของเรื่องนิดหน่อยเท่านั้น อย่างที่เห็นในภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนเซลฟี่บนระเบียง แต่ในเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรแค่ถือไม้ยืดยาวออกไปหาสัญญาณมือถือ ความสมจริงของเรื่องที่ตัวพระเอกอดอาหารนานเป็นสิบวันแต่กลับไม่ได้ผอมลงเลยสักนิด ยิ่งทำให้ดูไม่ค่อยสมจริงเข้าไปอีก จนแอบเบื่อๆ กับการดำเนินเรื่องที่ผู้ชมรู้แล้วว่าเรื่องนี้ต้องการนำเสนอตัวละครในที่ปิดแบบนี้ไปจนจบเรื่องแน่นอน และก็ดูจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ จนกระทั่ง ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแรกตัวนางเอกที่เล่นโดยพัคชินฮเยถึงปรากฎตัวออกมา

     

    รีวิว #ALIVE (Netflix) หนังซอมบี้เกาหลีที่มีดีตรงน้องผัก "พัคชินฮเย" 2

     

    หลังนางเอกปรากฎตัวด้วยพลังดารากับหน้าตาที่สวยของพัคชินฮเย ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ดูสดใสมีอะไรน่าติดตามกว่าช่วงแรกมาก แต่เนื้อเรื่องก็ยังไม่ได้ออกนอกกรอบการติดอยู่ในห้องสักเท่าไหร่ แต่คนดูคงไม่แคร์แล้วเพราะหลังการปรากฎตัวของนางเอกก็ทำให้เรื่องไม่น่าเบื่อ และก็ชวนลุ้นกับจิ้นนิดๆ ว่าสองคนนี้จะมีอะไรกันมากกว่านี้หรือเปล่า ก่อนที่ทั้งคู่จะหาทางเข้ามาเจอกันจนได้เพื่อไปยังจุดหมายใหม่ที่ดูแล้วปลอดภัยกว่า แต่เรื่องความสมเหตุผลที่มีปัญหาในช่วงแรกก็ยังตามมาในช่วงหลังอยู่ดี โดยเฉพาะการบุกเดี่ยวสู้ซอมบี้ของนางเอกที่ดูเว่อร์เกินแบบไม่ค่อยมีเหตุผลในมุมคนเอาตัวรอดสักเท่าไหร่ (มีเชือกปีนเขาข้ามฝั่งได้ แต่กลับใช้โรยตัวลงไปบู้ซอมบี้แทน) แต่หนังคงอยากสร้างฉากการเอาตัวรอดวิ่งหนีระทึกๆ ให้สมกับเป็นหนังซอมบี้แทนการติดอยู่ในห้องแทบทั้งเรื่องบ้างเท่านั้น ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าดูสนุก แต่ในมุมของธีมการเอาตัวรอดแบบที่ปูมาแต่แรกมันกลายเป็นความรู้สึกขัดกันพิกลๆ และตัวเรื่องก็ยังพยายามใส่แนวคนที่รอดตายด้วยกันน่ากลัวกว่าซอมบี้มาไว้ในตอนท้ายตามสูตรหนังแนวนี้ แต่เรื่องช่วงนี้กลับไม่ค่อยสมเหตุผลยิ่งขึ้นไปอีก จนคนดูอาจจะรู้สึก “อีหยังวะ” กับการตัดสินใจของตัวละครทั้งหมดในช่วงนี้เลยก็ได้ ก่อนที่หนังจะจบตามสูตรง่ายๆ แล้ววนกลับไปเรื่องแฮชแท็ก #ต้องรอดชีวิตให้ได้ ที่เป็นชื่อเรื่องอีกครั้ง

     

     

    รีวิว #ALIVE (Netflix) หนังซอมบี้เกาหลีที่มีดีตรงน้องผัก "พัคชินฮเย" 3

     

    สิ่งที่โดดเด่นจริงๆ คืองานเมคอัพซอมบี้ที่เนี๊ยบมากจริงๆ ตัวซอมบี้มีรายละเอียดความน่ากลัวสูง แต่ก็ยังขาดความแปลกใหม่ ซอมบี้ในเรื่องก็ยังตายด้วยวิธีเดิมๆ และบางทีก็แอบมึนงงโง่ๆ ให้ตัวละครรอดไปได้ง่ายๆ หรือการถูกรุมแต่ไม่กัดพระเอกนางเอกให้โดนสักที ก็ทำให้ดูเหมือนเป็นแค่ซอมบี้เมคอัพดี แต่ยังขาดฉากน่าจดจำในแบบที่หนังซอมบี้เรื่องอื่นทำมา โดยเฉพาะในเกาหลีด้วยกันอย่าง Kingdom หรือ Train to Busan เรื่องนี้ไม่ได้มีฉากน่าจดจำแบบสองเรื่องนี้เลย

     

    รีวิว #ALIVE (Netflix) หนังซอมบี้เกาหลีที่มีดีตรงน้องผัก "พัคชินฮเย" 4

     

    ต้องถึงจะมีข้อติมากมายในเรื่อง แต่หนังก็ถือว่ามอบความบันเทิงให้คนดูแบบหัวโล่งๆ ได้ตามที่วางไว้ เพียงแต่คนดูที่คาดหวังความแปลกใหม่กับเรื่องนี้ก็คงผิดหวังกันไปบ้างไม่มากก็น้อย แถมเรื่องยังจบแบบเฉยๆ ไม่ได้มีอะไรน่าจดจำแบบที่ควรจะมีกับหนังแนวนี้ด้วยครับ