ค้นหาหนัง

Da 5 Bloods 5 เลือดอหังการ (2020) [บรรยายไทย]

Da 5 Bloods 5 เลือดอหังการ (2020) [บรรยายไทย] เต็มเรื่อง
หมวดหมู่ :
  • เรื่องย่อ : Da 5 Bloods 5 เลือดอหังการ (2020) [บรรยายไทย]

    ชื่อภาพยนตร์: Da 5 Bloods 5 เลือดอหังการ (2020)
    ผู้กำกับภาพยนตร์: Spike Lee
    ผู้เขียนบทภาพยนตร์: Danny Bilson, Paul De Meo
    นักแสดง:  Delroy Lindo, Jonathan Majors, Clarke Peters
    แนว/ประเภท: ผจญภัย , ดราม่า , สงคราม
    ความยาว:
    วันที่ฉาย: 12 มิถุนายน 2020



     

    ว่าด้วยเรื่องราวของ ทหารอเมริกัน ผิวสี 5 นาย ไปปฏิบัติการ รบในสงครามเวียดนาม ภาระกิจ สำคัญ คือ ไป ค้นหา เครื่องบินรบ ของกองทัพอเมริกา ที่ล่วงอยู่ในป่า แห่งหนึ่งในเวียดนาม เพื่อเก็บกู้ซาก เอา ลังสินค้า บางอย่างกลับมา แต่พวกเขาพบว่ามันเป็นทอง
    พวกเขาจึงซ่อนทองเหล่านั้นไว้ และ แจ้ง ผู้บัญชาการว่าไม่พบ คาดว่า เวียดนามยึดไปแล้ว..



IMDB : tt9777644

คะแนน : 6.5

รับชม : 185 ครั้ง

เล่น : 26 ครั้ง



  •  

    หากเอ่ยถึงชื่อผู้กำกับผิวดำระดับแถวหน้าที่ยังยืนหยัดทำหนังสะท้อนชีวิตและวัฒนธรรมของคนผิวดำ แอฟริกัน-อเมริกัน ชื่อ สไปค์ ลี น่าจะถูกยกมาเป็นลำดับต้นๆ ด้วยผลงานเด่นๆ ช่วงระหว่างยุคปลายทศวรรษที่ 80s – ต้นทศวรรษ 90s ไม่ว่าจะเป็น Do The Right Thing(1989), หรือ Malcolm X(1992)

     

    da-5-bloods



    แม้จะมีผลงานอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่ชื่อของเขาก็เงียบหายไปจากวงการหนังบ้างในช่วงสิบปีมานี้ อาจเพราะบางช่วงการเป็นหนังที่ดูเหมือนเฉพาะกลุ่ม บ่อยครั้งลีก็หันเหไปทำภาพยนตร์สารคดีแทนที่ พร้อมๆ กับที่ขณะเดียวกันก็รับงานหนังตลาดในฮอลลีวู้ด Inside Man(2006) ไปจนถึงหนังที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนผิวดำ แต่สะท้อนสังคมอเมริกาอย่าง 25th Hour(2002) จนกลับมาสร้างชื่อได้อีกครั้งกับ BlacKkKlansman(2018) หนังที่ว่าด้วยตำรวจผิวดำซึ่งไปแฝงตัวในองค์กรเหยียดเชื้อชาติคูคลักซ์แคลน ที่สามารถคว้ารางวัลกรังปรีซ์จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และเข้าชิงออสการ์ 6 สาขารางวัล ก่อนจะคว้ารางวัลสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงมาครองได้ และยังเป็นหนังทำเงินอีกด้วย

    จุดเด่นที่เห็นได้ชัดในงานของลีนอกเหนือจากการนำเสนอปัญหาในสังคมคนผิวดำในอเมริกา ที่ไม่ใช่แค่การถูกเหยียดผิว สิทธิอันไม่เท่าเทียมแบบคนผิวขาว แต่ยังสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนผิวดำด้วยกันเองซึ่งเรื้อรังสั่งสมมานาน และแสดงให้เห็นภาพที่เป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อ มีความดีเลว เปราะบางในตัวละครที่เขาเล่า ต่างไปจากหนังสะท้อนปัญหาการเหยียดผิวที่กำกับโดยผู้กำกับผิวขาว นอกจากนี้เขายังพยายามทำหนังเล่าเรื่องหลายๆ แบบตั้งแต่หนังชีวประวัติเข้มข้น(), หนังตลก(She’s Gotta Have It – 1986), หนังรัก(Jungle Fever – 1991), หนังทริลเลอร์(Inside Man), หนังย้อนยุค() หรือหนังเกี่ยวกับนักดนตรี(Mo’ Better Blues -1990) ที่แสดงให้เห็นความรักในศิลปะภาพยนตร์อย่างรอบด้านของเขาอีกด้วย

     

    รีวิวหนัง Da 5 Bloods (Netflix) ทหารผิวดำผู้ถูกหลงลืมในเวียดนาม... 1



    Da 5 Bloods ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่สร้างโดย Netflix ยังคงเป็นงานที่แสดงความพยายามขยับขยายให้เรื่องของคนผิวดำถูกเล่าผ่านหนังสงครามเขย่าขวัญ ซึ่งปกติแทบจะเป็นตัวประกอบของหนังตระกูลนี้ อีกทั้งยังเปี่ยมความทะเยอทะยานเช่นเดียวกับ BlacKkKlansman ที่จับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกามาเล่าใหม่ในมุมมองคนผิวดำ โดยขับเน้นที่ยุคสงครามเวียดนาม ตัวหนังเคยถูกรับเชิญให้ได้ฉายอย่างเป็นทางการในนอกสายการประกวด(Out of Competition) ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ประจำปี ค.ศ.2020 หากในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ทำให้เทศกาลต้องยกเลิกไป แต่ไมว่าอย่างไรด้วยกฎใหม่เฉพาะกาลของออสการ์ปีนี้ โดยอนุญาตให้ภาพยนตร์ที่ฉายออนไลน์หรือฉายในรูปแบบดิจิตอลโดยไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ได้รับสิทธิ์ให้เข้าประกวดด้วยได้ คาดว่าตัวหนังจะมีบทบาทสำคัญในช่วงปลายปีอยู่บ้างโดยเฉพาะการที่หนังเชื่อมโยงกับขบวนการ Black Lives Matter ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในปีนี้ที่อเมริกา แม้ว่าตัวหนังจะค่อนข้างเล่นประเด็นที่หนักหน่วงเกินขนบที่เราคุ้นชิน (รวมถึงขนบหนังรางวัลออสการ์ด้วย)

    เรื่องน่าสนใจคือเดิมทีนี่เป็นบทที่เขียนตั้งแต่ปี ค.ศ.2013 ในชื่อ The Last Tour โดย แดนนี่ บิลสัน และ พอล เดอ มีโอ ตั้งใจจะให้ โอลิเวอร์ สโตน ผู้กำกับที่คร่ำหวอดกับการทำหนังสงครามเวียดนามมากำกับ แต่เขากลับวางมือกับโปรเจ็คท์นี้ในปี 2016 ลี และเควิน วิลมอตต์ที่เพิ่งทำ BlacKkKlansman เสร็จจึงเปลี่ยนบทเรื่องนี้ใหม่ให้กลายเป็นมุมมองของคนผิวดำเสีย

    ซึ่งหากได้ชมตัวอย่างหนังอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงระหว่างสงครามเวียดนามและหลังจากนั้นไม่นาน เนื่องจากตัวอย่างเน้นภาพในอดีต และฉากต่อสู้ จนอาจเข้าใจว่านี่เป็นหนังสงครามเวียดนาม แต่แท้จริงเรื่องราวส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน และเป็นหนังทริลเลอร์ว่าด้วยการตามหาทองในเวียดนาม คล้ายกับหนังคลาสสิคอย่าง The Treasure of the Sierra Madre(1948) ที่เปลี่ยนฉากหลังเป็นเวียดนามแทนที่

     

    รีวิวหนัง Da 5 Bloods (Netflix) ทหารผิวดำผู้ถูกหลงลืมในเวียดนาม... 2


    หนังเริ่มต้นหลังจากเล่าประวัติศาสตร์คนผิวดำในเวียดนามที่ไม่ค่อยได้รับการเผยแพร่นัก ก่อนจะตัดมาสู่ยุคปัจจุบัน เพื่อนสี่คนที่เคยอยู่หมู่บลัดร่วมกัน ร่วมรบในสงครามเวียดนาม ได้แก่ พอล(เดลรอย ลินโด), เอ็ดดี้(นอร์ม ลูอิส) , โอทิส(คลาร์ก ปีเตอร์), และเมลวิน(อิไซอาห์ วิท์ล็อค จูเนียร์) ได้เจอกันอีกครั้งที่นี่ หากวัตถุประสงค์ไม่ใช่การมาเที่ยว แต่เป็นการมาตามหาทองจำนวนมหาศาล ที่เป็นภารกิจในช่วงสงครามเวียดนาม ซึ่งพวกเขาตั้งใจจะเก็บเอาไปตั้งแต่ในตอนนั้น หากเกิดอุบัติเหตุจนสมบัติสูญหายเสียก่อน พร้อมๆ กับการเก็บร่างของผู้นำหมู่นอร์แมน(แชดวิก บอสแมน) ซึ่งเป็นทั้งผู้นำการต่อสู้ และด้านอุดมการณ์ทางความคิด ถ่ายทอดให้พวกเขาเห็นถึงความไม่ยุติธรรม และหลอกลวงของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่จะไม่มีวันแก้ปัญหาคนผิวดำดังที่เคยสัญญาเอาไว้
     

    สิ่งหนึ่งที่พบจากหนังความยาวถึง 155 นาทีเรื่องนี้ต้องยอมรับว่า หนังใช้เวลาปูเรื่องค่อนข้างนานเกินไป หนังสะท้อนให้เห็นปัญหาของตัวละครทั้งสี่คน รวมถึงสอดแทรกประวัติศาสตร์ของคนผิวดำที่ถูกลืมในสงครามเวียดนาม และช่วงเวลาดังกล่าวเข้ามาเป็นระยะ โดยไม่ใช้แค่การอ้างถึงลอยๆ สไปค์ ลี จงใจด้วยการแทรกภาพนิ่งบุคคลที่ถูกอ้าง และภาพเหตุการณ์จากสงคราม ซึ่งหลายภาพก็ชวนสยดสยองอย่างยิ่งตั้งแต่ต้นจนทำให้ใครที่เข้าใจว่าเป็นหนังสงครามที่มีฉากแอ๊คชั่นเร้าใจก็คงเบือนหน้าทันที
     

    ขณะเดียวกันนอกจากคนดูเองจะไม่ได้เห็นงานสร้างที่แปลกใหม่ ตัวหนังเองในช่วงต้นก็มีปัญหาการเกรดสีอย่างเห็นได้ชัด ผู้กำกับจงใจให้ภาพในอดีตซึ่งเป็นโทนเขียวแตกพร่าคล้ายกับการถ่ายด้วยฟิล์มภาพยนตร์ในสัดส่วนการฉายแบบหนังยุคก่อนนั่นคือ 1.33 : 1 ตัดกับภาพปัจจุบันที่มีสัดส่วนภาพต่างกันก็จริง รวมไปถึงยั่วล้อการตัดต่อแบบหนังยุคนั้นเข้ามาใช้ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าหนังทำตรงจุดนี้ไม่กลมกลืนลงตัวนัก ใส่เสียงดนตรีประกอบโหมประโคมในลักษณะสดุดีทหารกล้า

     

    รีวิวหนัง Da 5 Bloods (Netflix) ทหารผิวดำผู้ถูกหลงลืมในเวียดนาม... 3



    มิหนำซ้ำระหว่างปูตัวละครระหว่างที่ทั้งสี่พักผ่อน ท่องเที่ยว โดยมีเค้าลางที่ไม่ค่อยดีปรากฎเป็นระยะ พอล มีอาการ PTSD(ภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง) ตั้งแต่หลังการตายของนอร์แมน, เอ็ดดี้ ที่หลายคนมองว่าทำธุรกิจร่ำรวย ก็ไม่ได้มีเงินอย่างที่คิด, โอทิส หมกมุ่นกับความรักอดีตโสเภณีเวียดนาม, ขณะที่เมลวิน เมื่อเหล้าเข้าปากก็เริ่มพูดไม่หยุดถึงเรื่องทองคำ
    ,

    ช่วงครึ่งแรกยังมีการแทรกตัวละครใหม่ๆ เข้ามาแบบชวนตะหงิดอย่างลูกชายของพอล นักแสดงหลักส่วนใหญ่ก็เน้นแสดงกันแบบล้นๆ เกินๆ พูดกันไม่หยุด แบบที่เรามักพบในการแสดงของนักแสดงผิวดำ
     

    อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่พวกเขาเดินทางจนพบทองคำ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปราวกับหนังคนละม้วน กลายเป็นหนังทริลเลอร์ที่ลุ้นระทึก มีลีลาเฉพาะตัวที่มีเหตุการณ์คาดเดาไม่ได้ตลอดเวลา ฉากระเบิด และถูกยิงให้อารมณ์ราวกับหนังสยองขวัญเลือดสาด
     

    เดลรอย ลินโด โดดเด่นสุดในบรรดานักแสดงทั้งหมด เขาให้การแสดงอันน่าทึ่งในบท พอล อดีตทหารผ่านศึกที่มีอาการ PTSD ได้อย่างชวนหลอน และคาดเดาอารมณ์จากตัวละครนี้ไม่ได้เลย เขาเล่นตอบโต้ด้วยสีหน้าที่สะท้อนความเศร้า ความโลภ และอาการหลุดโลก ชวนฉงนสงสัยต่อผลที่ตนได้รับ และยังมีฉากที่หันมาคุยกับกล้องที่บ่งชี้ถึงอาการป่วยของตนอีกด้วย


     

    รีวิวหนัง Da 5 Bloods (Netflix) ทหารผิวดำผู้ถูกหลงลืมในเวียดนาม... 4




    แท้จริงภาพการต่อสู้ในสงครามครั้งอดีตอันสวยงามเป็นเพียงการสะท้อนให้เห็นอุดมการณ์ที่ตายไปจากพวกเขาแล้วผ่านตัวละครอย่างนอร์แมน หากปัจจุบันกลับเหลือเพียงบาดแผลติดตัวแต่ละคนมากน้อยแตกต่างกันไป เวียดนามกลายเป็นเมืองเจริญที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมใหม่ๆ จากอเมริกาที่หลั่งไหลเข้ามา แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ยังเกลียดชังคนอเมริกัน รวมถึงคนผิวดำอย่างไม่อาจเลือนหายได้โดยง่าย เช่นเดียวกับพวกเขาคนผิวดำที่เป็นทหารที่ไปรบจำนวนสัดส่วนมากกว่าปกติ แต่กลับแทบไม่เคยได้รับการจดจำ และถูกหลงลืมเช่นนอร์แมน
     

    เห็นได้ชัดว่าผู้กำกับลี มีเจตนาให้การค้นหาทองครั้งนี้ไม่ต่างจากการเดินทางเข้าป่าเพื่อตามหาพันเอกวอลเทอร์ อี.เคิร์ทซ์ ใน Apocalypse Now(1979) เสมือนเป็นการคารวะและตีความหนังสงครามเวียดนามคลาสสิคเรื่องนั้น ด้วยการเสียดเย้ยว่าแม้เวลาจะผ่านไปร่องรอยบาดแผล ความฉิบหายที่อเมริกาทิ้งไว้ที่นี่ก็ยังคงอยู่ ทั้งชื่อหนังเรื่องดังกล่าวที่ถูกเอามาตั้งเป็นชื่อผับ หรือการยึดครองผ่านลัทธิทุนนิยมจากร้านฟาสต์ฟู้ดในเมือง รวมไปถึง “กับระเบิด” ที่เสมือนอาวุธสงครามที่ฝังซ่อนไว้ในป่าค้นหาได้ไม่หมดจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันยิ่งการเดินทางลึกเข้าไปพวกเขาก็พบกับด้านมืดของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น
     

    สงครามไม่เคยให้บทเรียนใดๆ นอกจากความสูญเสีย และแน่นอนว่ารวมถึงการบ่มเพาะความเกลียดชังในเชื้อชาติ ซึ่งตัวหนังเองก็นำประเด็นดังกล่าวต่อยอดไปสู่ขบวนการ Black Lives Matter ในคนรุ่นต่อไป

    แม้จะเสียดายอยู่บ้างที่ตัวหนังเลือกจะไม่เน้นความมืดมนไร้ทางออก มีฉากให้ตัวละครหาทางรอดอย่างไม่ค่อยน่าเชื่อนัก แต่ก็ต้องนับว่า Da 5 Bloods เป็นส่วนผสมที่น่าสนใจยิ่งจาก สไปค์ ลี